‘กรมพัฒน์’ เตือน หากพบธุรกิจไทยเข้าข่ายนอมีนี โทษปรับสูงสุด 1 ล้านบาท จำคุก 3 ปี
เมื่อวันที่ 15 มกราคม นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงประเด็นข้อกังวลชาวจีนถือวีซ่านักท่องเที่ยวทำธุรกิจในไทยว่า จากประเด็นดังกล่าวผู้ประกอบการไทยย่านเยาวราชมีความกังวลว่าชาวจีนที่ถือวีซ่านักท่องเที่ยวจะใช้ “นอมีนี” ในการเข้ามาทำธุรกิจในไทย อาทิ ร้านอาหาร โดยอาจจะส่งผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการไทยที่จะลดลงในระยะยาวได้ ซึ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรมซึ่งถือเป็นผู้กำกับดูแลภาระกิจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 กำหนดว่าคนต่างด้าวที่จะประกอบธุรกิจขายอาหาร หรือเครื่องดื่ม ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยต้องผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวก่อนจึงจะประกอบธุรกิจได้ เนื่องจากธุรกิจขายอาหารเป็นธุรกิจในบัญชีสาม (19) ท้ายพระราชบัญญัติ
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า ส่วนมาตรการป้องปราม หรือมาตรป้องกันการตรวจการกระทำในลักษณะนอมีนีของกรม ดังนี้ คนไทยที่ร่วมลงทุนในนิติบุคคลต้องแสดงหลักฐานที่ธนาคารออกให้เพื่อรับรอง หรือแสดงสถานะการเงิน และเมื่อจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วจะมีการตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยถือหุ้นแทน หรือกระทำในลักษณะนอมีนีหรือไม่ โดยจะมีการแสวงหาข้อเท็จจริง รวมทั้งพยาน หลักฐาน เพื่อนำมาพิจารณาประกอบการตรวจสอบต่อไป ซึ่งกรมจะเร่งรัดตรวจสอบธุรกิจขายอาหาร หรือเครื่องดื่มต่อไป

ส่วนเรื่องการจดทะเบียนพาณิชย์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ข้อมูลว่า ผู้ที่จดทะเบียนที่สำนักงานเขตกรุงเทพฯ เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่ร้านค้าตั้งอยู่ ซึ่งเป็นการจดทะเบียนธุรกิจของผู้ประกอบการ หรือผู้ประกอบธุรกิจคนเดียว คนต่างชาติไม่สามารถจดทะเบียนดังกล่าวได้ ทั้งนี้ กรมได้ร่วมมือกับกรมแรงงานลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร หากพบว่ามีคนต่างด้าวประกอบธุรกิจร้านอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาตจะถือว่ามีความผิดตามกฎหมายกระทรวงแรงงานและกระทรวงพาณิชย์ หากพบว่าคนไทยมีการจดทะเบียนแทนคนต่างชาติก็จะมีความผิดในฐานเป็นนอมีนี
“กรมขอเตือนคนไทยที่ถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรือร่วมเอาชื่อเข้าเป็นผู้ถือหุ้นโดยไม่ได้ลงทุนจริง หรือให้การสนับสนุนร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าว โดยแสดงว่าเป็นธุรกิจของคนไทยเพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังมีโทษปรับรายวันอีกวันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน” นายทศพลกล่าว
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

