หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ.ปลื้มดันสิ...

พณ.ปลื้มดันสินค้าถิ่นไทย ขึ้นทะเบียนจีไอ177 สินค้า สร้างรายได้4.8 หมื่นล้าน

18.01.23 | 17:30 น.

นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปี 2565 ได้ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ( GI) ไทยทะลุเป้า เพิ่มอีก 25 สินค้า อาทิ ปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา ข้าวหอมกระดังงานราธิวาส ไชโป้วโพธาราม พุทรานมบ้านโพน และผ้าไหมปักธงชัย เป็นต้น ทำปัจจุบันมีสินค้าท้องถิ่นไทยที่ขึ้นทะเบียนจีไอ รวม 177 สินค้า สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 48,000 ล้านบาท รวมทั้ง ผลักดันการขึ้นทะเบียนจีไอในต่างประเทศ ได้แก่ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน ในประเทศเวียดนาม นอกจากนี้ยังได้จัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าจีไอ พร้อมพัฒนาบรรจุภัณฑ์สินค้าจีไอ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าจีไอ ตอบสนองความต้องการของตลาด ตลอดจนขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์

พร้อมกันนี้ ได้ร่วมมือกับมิชลินไกด์ประเทศไทย พาเชฟ ระดับมิชลิน นำโดยเชฟชาลี กาเดอร์ จากร้าน 100 มหาเศรษฐ์ ร้านอาหารอีสานที่ได้รางวัลบิบ กูร์มองด์ จากมิชลินไกด์ประเทศไทย และเชฟเดวิด ฮาร์ตวิก จากร้าน IGNIV Bangkok ที่ได้รับรางวัลหนึ่งดาวมิชลิน ประจำปี 2565 ลงพื้นที่คัดสรรวัตถุดิบจีไอ จากแหล่งผลิตในภาคอีสาน 4 สินค้า คือ ข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ หอมแดงศรีสะเกษ กระเทียมศรีสะเกษ และเนื้อโคขุนโพนยางคำ เพื่อนำมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารฟิวชั่นที่ผสมผสานความเป็นไทยและสากลได้อย่างลงตัว และถ่ายทอดอัตลักษณ์สินค้าจีไอสู่โลกออนไลน์ เพื่อให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง ช่วยยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นไทยสู่สากล อีกทั้งยังสร้างแรงบันดาลใจในการนำวัตถุดิบจีไอ มาสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ให้นักท่องเที่ยวและผู้บริโภคได้ลิ้มลอง”


นายสินิตย์ กล่าวต่อว่า สำหรับเป้าหมายการส่งเสริมสินค้าจีไอไทยในปี 2566 กระทรวงพาณิชย์พร้อมเดินหน้าผลักดันการขึ้นทะเบียนจีไอไทยอีก 20 สินค้า เร่งรัดคำขอขึ้นทะเบียน GI ในต่างประเทศ จัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าจีไอ ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 15 สินค้า รวมถึงจัดงานส่งเสริมและขยายช่องทางการตลาดทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าจีไอ ไทยตามแนวนโยบายจีไอ พลัส อาทิ การเผยแพร่อัตลักษณ์สินค้าจีไอ ผ่านเมนูอาหารไทย การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สวยงามทันสมัย
” การส่งเสริมแหล่งผลิตสินค้าจีไอ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เป็นต้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างการรับรู้ทั้งในและต่างประเทศ ตอบสนองนโยบายของรัฐบาล ในการดึงทรัพยากรที่มีศักยภาพซอฟต์พาวเวอร์มาใช้ในการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน ” นายสินิตย์ กล่าว