โรงแรมไทยเนื้อหอม ‘ทุนใหญ่’ ซื้อคึกคัก หมดเวลาช้อปของถูก จ่อปิดดีลอีกหมื่นล้าน

แฟ้มภาพ ใช้ประกอบข่าวเท่านั้น

โรงแรมไทยเนื้อหอม ‘ทุนใหญ่’ ซื้อคึกคัก หมดเวลาช้อปของถูก จ่อปิดดีลอีกหมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 19 มกราคม นายณัฏฐา คหาปนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์ซื้อขายโรงแรมยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน นับจากเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 มีทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติที่ติดต่อเจรจาซื้อโรงแรมหัวเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต พัทยา รวมถึงกรุงเทพฯ เป็นโรงแรมขนาด 150-180 ห้องขึ้นไป แต่ราคาเสนอขายไม่ได้ลดราคาเหมือนช่วงต้นปี 2563 ที่มีการปรับลดราคากัน 35-40%

“ตอนนี้หมดเวลาซื้อของถูกแล้ว ตลาดเป็นของผู้ขาย ราคาเสนอขายขยับขึ้นมาใกล้เคียงปี 2562 อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ที่ยังไม่แน่ไม่นอนมีบางรายที่เริ่มจากการเช่าและนำมาบริหารก่อน 3-5 ปี ก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อดูสถานการณ์ต่างๆ เช่น การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาได้เท่าไหร่ เป็นต้น” นายณัฏฐากล่าว

นายณัฏฐากล่าวว่า ในส่วนที่ไนท์แฟรงค์บริหารให้ เมื่อเดือนธันวาคม 2565 มีปิดดีลการซื้อขายโรงแรมในกรุงเทพฯ ช่วงถนนสุขุมวิทซอย 20-30 โดยกลุ่มทุนไทยรายใหญ่เป็นคนซื้อโดยตรงกับเจ้าของ ด้วยวงเงิน 3,200 ล้านบาท เป็นโรงแรมขนาด 458 ห้อง

นอกจากนี้ มีนักลงทุนต่างชาติเช่าโรงแรมที่ช่องนนทรี กรุงเทพฯ ขนาด 30-48 ห้อง ที่เจ้าของประกาศขายบริหารก่อนตัดสินใจซื้อ และยังอยู่ระหว่างการเจรจาอีก 3-4 แห่ง มูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท

Advertisement

น.ส.อลิวัสสา พัฒนถาบุตร ประธานบริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) หรือ CBRE กล่าวว่า สถานการณ์การซื้อขายโรงแรมในรอบปี 2565 ยังมี แต่ไม่มาก โดยเป็นดีลต่อเนื่องมาจากช่วงโควิดและเพิ่งมาปิดการขาย ซึ่งในช่วงโควิดระบาดหนักหลายคนคาดว่าจะมีการซื้อขายโรงแรมในราคาถูก แต่หลังจากสถาบันการเงินมีการผ่อนผันการชำระหนี้ ขณะที่เจ้าของเองก็มีการลดค่าใช้จ่าย เช่น ปรับลดคน และมีการรีโนเวตใหม่ ประกอบกับช่วงนี้สถานการณ์ท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว จึงทำให้ราคาซื้อขายไม่ได้ถูก

นางมาริสา สุโกศล หนุนภักดี นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า ในปี 2565 ยังคงมีการซื้อขายโรงแรมอย่างต่อเนื่องมาจากช่วงโควิด ส่วนใหญ่เป็นโรงแรมระดับ 3-4 ดาว และมีทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติที่เข้าเจรจาซื้อ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว เช่น สมุย และในปี 2566 คาดว่าจะยังคงมีการซื้อขายอยู่อย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เคยระบุว่า ช่วงวิกฤตโควิด-19 มีโรงแรมทยอยมาเสนอขายให้กว่า 200 แห่ง และมีหลากหลายขนาด ทั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯและต่างจังหวัด ทาง AWC มีปิดดีลซื้อขายไปแล้วหลายแห่ง และกำลังวิเคราะห์และศึกษาซื้อเพิ่มเติม โดยดูให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ AWC ทั้งในแง่ราคา ผลตอบแทนและกลยุทธ์ในภาพรวมของพอร์ต

ล่าสุดวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 AWC ได้เข้าลงทุนในโรงแรมเพิ่ม 2 แห่ง วงเงินรวม 8,856 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการเดอะเวสทินสิเหร่เบย์รีสอร์ทแอนด์สปา ภูเก็ต ประมาณ 3,551 ล้านบาทและโรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว แบงค็อก วินด์เซอร์ ประมาณ 5,306 ล้านบาท

เมื่อดูพอร์ตของ AWC ในปัจจุบัน มีมูลค่ารวมประมาณ 1.4 แสนล้านบาท ประกอบด้วย ธุรกิจโรงแรมและการบริการ 19 แห่ง ศูนย์การค้า 9 แห่ง อาคารสำนักงาน 4 แห่ง และธุรกิจค้าส่ง 2 แห่ง รวม 34 แห่ง และอยู่ระหว่างพัฒนา 15 โครงการใหม่ ล่าสุดเตรียมจะเปิดโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง และโรงแรม อินน์ไซด์ กรุงเทพ สุขุมวิท ภายในปี 2566 รวม 400 ห้อง

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image