‘แอสเซท พลัส’ กางแผนปี 66 สู้ความผันผวน ตั้งเป้าดันทรัพย์สินโต 88,250 ลบ.
นายคมสัน ผลานุสนธิ กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาดและผลิตภัณฑ์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด (บลจ.) เปิดเผยว่า ในปี 2566 บลจ. แอสเซท พลัส ยังคงมุ่งนำเสนอทางเลือกในการลงทุนที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ลงทุน ด้านธุรกิจกองทุนรวมจะมุ่งเน้นไปที่การจัดตั้งกองทุนใหม่ โดยเน้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังเป็นกระแสหรือเป็นที่นิยม รวมทั้งยังตอบโจทย์นักลงทุนได้ แม้อยู่ในช่วงที่ตลาดมีสภาวะผันผวน เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับนักลงทุน ผนวกกับการบริหารจัดการกองทุนโดยเฉพาะกองทุนรวม ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดี อยู่ในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมโดยปี 2566 วางเป้าหมายมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการ (AUM) ไว้ที่ 88,250 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 22% เทียบกับปี 2565
นายคมสัน กล่าวว่า การจัดตั้งกองทุนสินทรัพย์ทางเลือกใหม่ที่ชื่อว่า กองทุนเปิด แอสเซทพลัส โกลบอลคาร์บอนเครดิต ห้ามขายผู้ลงทุนรายย่อย (ASP-GCC-UI) ซึ่งเป็นกองทุนไทยกองทุนแรกที่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าคาร์บอนเครดิต ซึ่งเรามองว่า เป็นโอกาสที่ดีในการสร้างผลตอบแทนระยาว และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้นักลงทุนได้กระจายความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ทั้งยังสามารถขยายฐานลูกค้าและประสานความร่วมมือกับพันธมิตรด้านช่องทางการขายต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (Channel Expansion Excellence) เพื่อให้ครอบคลุมทุกการบริการ ซึ่งจะส่งเสริมให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการลงทุนของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพได้
นายณัฐพล จันทร์สิวานนท์ กรรมการบริหาร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดทั่วโลก แบ่งเป็นธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มที่จะชะลอนโยบายปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย รวมถึงอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ด้านเงินเฟ้อของยุโรปอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) แม้ค่าเงินยูโรจะกลับมามีเสถียรภาพขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่เฟดชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม Bloomberg Consensus มีมุมมองว่า อีซีบีจะยังคงเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป เพื่อกดให้เงินเฟ้อลงสู่เป้าหมายที่ 2% โดยคาดว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ไปจนถึงกลางปี 2566 และไม่มีการลดอัตราดอกเบี้ยลง จนกว่าจะถึงไตรมาส 2/2567
นายณัฐพล กล่าวว่า การที่จีน เปิดเมืองเร็วกว่าที่คาด น่าจะเป็นผลบวกต่อตลาดหุ้นจีนในปี 2566 อีกทั้งจีนยังมีนโยบายสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์และเตรียมผ่อนคลายมาตรการ Three Arrows Policy เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและความเชื่อมั่นของตลาด พร้อมกันนี้คาดว่ารัฐบาลจะมีการออกนโยบายการคลังและการเงินเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยแรงหนุนของการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้คาดว่าจะมาจากภาคการบริโภค เนื่องจากชาวจีนมีเงินออมส่วนเกิน (Excess Saving) ที่ค่อนข้างมาก โดยในประเทศไทย คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวและเติบโตได้ดี เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว ประมาณการเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2567 รวมทั้งเม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าหุ้นไทยในปี 2565 สูงสุดในรอบ 22 ปี

