วันที่ 19 มกราคม หลักทรัพย์ SAF ของบริษัท เอส.เอ.เอฟ.สเปเชียล สตีล จำกัด (มหาชน) ได้เข้าซื้อขายเป็นวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยมีนายมงคล พฤกษ์วัฒนา ประธานกรรมการบริษัท และประธานกรรมการบริหาร ดร.พิศิษฐ์ อริยเดชวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นายพิศาล อริยเดชวณิช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ภญ.ลีนา อริยเดชวณิช ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน บริษัท เอส.เอ.เอฟ. สเปเชียล สตีล จำกัด (มหาชน) และนางสาววีรยา ศรีวัฒนะ (ซ้ายสุด) หัวหน้าฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน ร่วมพิธีเปิดซื้อขายหลักทรัพย์ SAF ในวันแรก มีนายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และนายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ร่วมแสดงความยินดี โดยราคาหุ้น SAF เปิดทำการซื้อขายที่ราคา 4.80 บาท เพิ่มขึ้น 148.70% จากราคาจองซื้อ IPO ที่ 1.93 บาทต่อหุ้น และปิดที่ 2.82 บาท เพิ่มขึ้น 0.89 บาท หรือเพิ่มขึ้น 46.11%

ดร.พิศิษฐ์ อริยเดชวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส.เอ.เอฟ. สเปเชียล สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ SAF กล่าวว่า ภายหลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทฯวางเป้าหมายขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นเจาะฐานลูกค้าใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของประเทศที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งมีความต้องการนำเหล็กกล้าเกรดพิเศษไปใช้ทำเป็นแม่พิมพ์เพื่อผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ และเครื่องจักรกลการเกษตร
2.อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง ซึ่งมีความต้องการนำเหล็กกล้าเกรดพิเศษไปใช้เป็นแม่พิมพ์เพื่อผลิตชิ้นงานอะลูมิเนียมกรอบหน้าต่าง ประตู และเพื่อทำเป็นชิ้นส่วนของเครื่องจักรในการผลิตปูนซีเมนต์และเหล็กสำหรับงานก่อสร้าง และ 3.อุตสาหกรรมอาหาร โดยส่วนใหญ่นำเหล็กกล้าเกรดพิเศษไปใช้ทำเป็นแม่พิมพ์ผลิตกระทะ หม้อ ถังแก๊สหุงต้ม กระป๋อง ขวดบรรจุภัณฑ์ และใช้เป็นชิ้นส่วนเครื่องจักรในกระบวนการผลิตอ้อย เป็นต้น ทั้งนี้ จะเน้นขยายฐานลูกค้าใหม่นำเสนอบริการชุบแข็งร่วมกับการจำหน่ายเหล็กแม่พิมพ์ รวมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมเข้าร่วมประมูลโครงการต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
รวมถึงมองหาโอกาสต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมที่เป็น New S-curve เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ตลอดจนเล็งเห็นถึงโอกาสของการขยายธุรกิจสู่ตลาดประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV ซึ่งบริษัทฯ ต้องเข้าเจรจากับทางคู่ค้า (Supplier) ในประเทศเยอรมนี เพื่อแต่งตั้ง SAF ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กกล้าเกรดพิเศษแต่เพียงผู้เดียวในกลุ่มประเทศ CLMV ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายการดำเนินธุรกิจใน 2 ปีข้างหน้า (ปี 2566 – 2567) จะมียอดขายเติบโตเฉลี่ยประมาณ 23 – 28% ต่อปี

