‘ไมเนอร์’ ก้าวข้ามโควิด ประกาศ Back to growth ทุ่ม 1.5 หมื่นล้าน ขยายธุรกิจ ลงทุนโรงแรม

19.01.23 | 21:28 น.

‘ไมเนอร์’ ก้าวข้ามโควิด ประกาศ Back to growh ทุ่ม 1.5 หมื่นล้าน ขยายธุรกิจ ลงทุนโรงแรม

เมื่อวันที่ 19 มกราคม นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT เปิดเผยว่า ขณะนี้ทั่วโลกก้าวข้ามโควิด-19 หลังเปิดประเทศ สามารถกลับมาทำกิจกรรมได้ปกติ การท่องเที่ยวฟื้นตัว ส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรมและบริการ ทำให้ผลประกอบการของบริษัทในปี 2565 ทุกธุรกิจทั้งโรงแรม ฟู้ดและไลฟ์สไตล์เติบโตทั้งรายได้และกำไร ซึ่งผลประกอบการช่วง 9 เดือนแรก มีรายได้รวม 88,174 ล้านบาท เติบโตก้าวกระโดด 80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 2,375 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4 เท่า ขณะที่ไตรมาส 4 คาดว่าจะเติบโตขึ้นอีก

“โดยเฉพาะ ธุรกิจโรงแรม ที่อัตราค่าห้องในไตรมาส 4 ปี 2565 แซงหน้าปีก่อนมีโควิดแล้ว ในมัลดีฟส์ ออสเตรเลีย และไทย ในปี 2566 ยังปรับเพิ่มได้อีก ตั้งเป้าปีนี้จะมีรายได้เติบโตมากกว่า 20% จากปีก่อน เพราะผลจากความพยายามในการลดต้นทุนจากปีที่แล้วจะส่งผลให้ระดับรายได้ดีขึ้นในปีนี้ แม้จะยังมีความท้าทายต่างๆ แต่ค่าห้องพักและอัตราเข้าพักที่สูงขึ้นจะช่วยทำให้มีกำไร และยังได้แรงหนุนจากจีนที่เปิดประเทศเร็วกว่าที่คิด จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อให้กลับมาคึกคัก อันเป็นผลดีต่อทุกกลุ่มธุรกิจของบริษัท แต่ยังต้องใช้เวลาอีก 6-9 เดือน ถึงจะเห็นภาพชัดเจน เพราะยังมีปัญหาเรื่องวีซ่าและแอร์ไลน์” นายดิลลิปกล่าว

นายดิลลิปกล่าวว่า ปัจจัยของความสำเร็จเป็นเพราะเห็นความท้าทายมาเป็น 10 ปีแล้ว และผ่านมาหลายวิกฤต เช่น โรคซาร์ส รวมถึงโควิด-19 ได้ปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่ตลอด และเป็นเจ้าแรกในช่วงโควิด-19 ได้ปรับโครงสร้างการเงิน การทำงานให้พร้อมรับโควิด-19 และการรับมือของการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวซึ่งเป็นส่วนสำคัญพิชิตใจลูกค้าและรายได้

“เราลดต้นทุน ทำให้รักษาสภาพคล่องช่วงโควิด-19 ผ่านมาได้ และมีกระแสเงินสดเพียงพอ มีออกเครื่องมือทางการเงิน ทำให้ฐานการเงินแข็งแกร่งด้วย และมีวางแผนเรื่องคน ทำรายได้ ผลกำไรต่อหัวมากขึ้น มีจัดซื้อทำสัญญาระยะยาวและล็อกราคา ขณะเดียวกันช่วงโควิดยังมีการขยายงานในวิถีทางที่เหมาะสมและมีระเบียบวินัยการเงิน จึงผ่านวิกฤตมาได้ ปัจจุบันมีกระแสเงินสดในมือ 23,000 ล้านบาท และวงเงินสินเชื่อรอเบิกอีก 30,000 บาท รวมเป็น 50,000 ล้านบาท ที่จะใช้ดำเนินธุรกิจ” นายดิลลิปกล่าว

นายดิลลิปกล่าวว่า โดยใน 3 ปีนี้ (2566-2568) จะใช้เงินลงทุนประมาณ 10,000-15,000 ล้านบาท ในการบำรุงรักษา และขยายธุรกิจ โดยเฉพาะโรงแรม ตั้งเป้ามีรายได้เติบโต 12-15% ต่อปี มีอัตราผลตอบแทนการลงทุนไม่น้อยกว่า 10% และรักษาอัตราการเติบโตของผลกำไรสุทธิเป็นตัวเลขไม่ต่ำกว่า 2 หลัก ด้วยการวางแผนกลยุทธ์ มุ่งเน้นในการเสริมสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งและขยายพอร์ตอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพและอัตราการทำกำไร การผนึกกำลังพันธมิตรเพื่อการเติบโต รวมทั้งการปรับปรุงศักยภาพด้านดิจิทัล บุคลากร และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

Advertisement

นายดิลลิปกล่าวว่า สำหรับแผนปี 2566 จะเป็นปีที่กลับสู่การเติบโต หรือ Back to growth หลังจากปี 2565 บริษัทได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการฟื้นตัวแล้ว โดยกลุ่มธุรกิจโรงแรมได้การเซ็นสัญญาขยายโรงแรมในระยะ 2-3 ปีจากนี้ จำนวน 70 แห่ง ทั้งในรูปแบบการลงทุนเอง และการรับบริหารงาน เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมีมากกว่า 520 แห่ง ยังมีแผนจะเปิดโรงแรมที่ประเทศซาอุดีอาระเบียด้วย รวมถึงจะปรับขึ้นราคาห้องพักตามดีมานด์และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากค่าครองชีพ ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันจะพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย เช่น โครงการเคียรา รีเซิร์ฟ ภูเก็ต วิลล่าหรู เฟส 3, อนันตราเรสซิเดนซ์ และอนันตราสยาม เป็นต้น และขยายการบริการด้านเวลเนส หรือด้านสุขภาพต่อเนื่อง

นายดิลลิปกล่าวว่า ด้าน ธุรกิจฟู้ด มีแผนจะขยายสาขาทุกภูมิภาคทั้งในประเทศไทย ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มีหลายรูปแบบ ให้เหมาะสมกับโลเกชั่น และการคืนทุนที่รวดเร็ว เช่น เปิดสาขาใหญ่ คีย์ออส รวมถึงมีการคอสแบรนด์ อีกทั้งยังเข้าไปลงทุนหมวดเครื่องดื่มใน บริษัท กาก้า เบฟเวอร์เรจส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยบริษัทเข้าไปถือหุ้น 50.1% ตั้งเป้าจะนำแบรนด์ “กาก้า” ขยายตลาดไปตะวันออกกลางและยุโรป

ส่วน ธุรกิจไลฟ์สไตล์ มุ่งเน้นตลาดอีคอมเมิร์ซ สร้างประสบการณ์การซื้อสินค้าที่ผสมผสานระหว่างหน้าร้านและออนไลน์ ผ่านการเลือกสรรผลิตภัณฑ์ การตั้งราคา และการเพิ่มช่องทางการชำระเงิน ควบคู่ไปกับการรักษาฐานลูกค้าเดิม เพิ่มลูกค้าใหม่ และการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า จากก่อนหน้านี้ได้ปิดบางแบรนด์ที่ขาดทุนหรือไม่ตรงใจผู้บริโภคทำให้ผลประกอบการดีขึ้นมา

“เพื่อเป็นการเดินหน้าสร้างการเติบโต ในวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์นี้ บริษัทจะเปิดจองซื้อหุ้นกู้ด้อยสิทธิชุดใหม่ให้แก่ประชาชนทั่วไป วงเงินรวม 11,000 ล้านบาท โดยเป็นวงเงินหุ้นกู้ 9,000 ล้านบาท และวงเงินสำรอง 2,000 ล้านบาท กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 6.1% ต่อปี ซื้อผ่าน11 สถาบันการเงิน เช่น ธนาคารกรุงเทพ กรุงไทย กรุงศรีอยุธยา กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ เป็นต้น” นายดิลลิปกล่าว