หน้าแรก เศรษฐกิจ สมชาย เวชากร ...

สมชาย เวชากร นายกสมาคมตั้งตระกูลแห่งประเทศไทย ’60 ปีของต้นสน ยังไม่แก่ แต่กำลังเติบโต ขยายกิ่งก้านสาขา’

22.01.23 | 20:36 น.

นับเป็นเวลาราว 8 เดือนเศษ ที่สมาคมตั้งตระกูลแห่งประเทศไทยมีนายกสมัยที่ 30 นามว่า สมชาย เวชากร (ตั้งอุ่งกิม) ด้วยวัยยังไม่แตะเลข 6 ถือได้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตาถึงการนำพาสมาคมอันมีอายุยาวนานถึง 6 ทศวรรษ ให้ก้าวเดินและเติบโตต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง หลังเพิ่งฉลองครบรอบ 60 ปีเมื่อ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา (อ่าน ‘สมาคมตั้งตระกูลแห่งประเทศไทย’ ร่มไม้ใหญ่ 6 ทศวรรษ)

”ผมเปรียบ (สมาคม) กับต้นสน…สังเกตไหมว่าต้นสนอยู่ในพื้นที่หนาว พืชชนิดอื่นใบร่วงหมด แต่ต้นสนเป็นพืชชนิดเดียวที่ยังเขียวชอุ่มไม่ว่าจะฤดูร้อน ฤดูหนาว ฤดูไหนๆ นี่คือข้อแรก ส่วนข้อที่สองคือ ต้นสนเป็นไม้ที่อายุยืนมาก หลักหลายร้อยปี เพราะฉะนั้น 60 ปีของต้นสน ไม่ได้เป็นต้นไม้ที่แก่ แต่เป็นต้นไม้ที่กำลังเติบโต ขยายกิ่งก้านสาขาต่อไปได้Ž”

คือคำตอบโดยทันทีเมื่อถามว่า หากเปรียบ 60 ปีของสมาคมเสมือนไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา ควรเทียบได้กับต้นไม้ใด

ลึกซึ้ง เฉียบแหลม คมคาย สมนามสกุลไทย ‘เวชากร’ž ซึ่งสื่อความหมายถึง ผู้มีวิชาความรู้

ย้อนไปเมื่อเสาร์ที่ 4 มิถุนายน 2565 สมชาย เวชากร ขึ้นเวทีรับมอบตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ท่ามกลางความยินดีของแขกเหรื่อมากมายที่เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน อาทิ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี หลิว จิ้ง ซือ อุปทูตที่ปรึกษาฝ่ายชาวจีนโพ้นทะเล เหล่าสมาชิกสมาคม อีกทั้งคณะผู้บริหารจาก บริษัท ยูโรเปี้ยนฟู้ด จำกัด (มหาชน) ซึ่งเจ้าตัวนั่งเก้าอี้ประธานกรรมการบริหาร

Advertisement

กุมบังเหียนบริษัทที่คนไทยทั่วประเทศคุ้นเคยเป็นอย่างดีผ่านขนมนมเนยในความทรงจำ ที่ต้องฮัมเพลงประจำแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น เวเฟอร์ปักกิ่ง เยลลี่ปีโป้ โอโจ้ ยูโร่เค้ก และอีกหลากเมนูอร่อยที่นึกถึงเมื่อไหร่ก็มีแต่ความสุข เฉกเช่นเดียวกับโลโก้รูปใบหน้ายิ้มของบริษัท

ไม่ต่างจากบุคลิกของหัวเรือใหญ่ที่เปี่ยมด้วยอัธยาศัย สนทนาและตอบคำถามด้วยรอยยิ้มเปิดเผย

บอกเล่าถึงการนำพายูโรเปี้ยนฟู้ดฝ่าคลื่นนาวา โควิด-19ž โดยไม่ปรับขึ้นราคาสินค้า แม้ต้นทุนวัตถุดิบขยับ โดยนอกจากในเมืองไทยยังมีโรงงานผลิตที่อู่ฮั่น และกวางเจา ผ่านการล็อกดาวน์ในปลายปี 2019

“ผมว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ทุกคนลำบาก จะไปฉวยโอกาสทำไม การทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่เอาเงินเป็นตัวตั้งอย่างเดียว อย่าไปเอาเปรียบ นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดŽ”

สำหรับหมวกอีกใบในบทบาทนายกสมาคมตั้งตระกูลแห่งประเทศไทย เจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนอย่างหนักแน่นในวันรับตำแหน่ง ตอนหนึ่งว่า

”จะทำหน้าที่บริหารสมาคมให้เจริญก้าวหน้า เป็นที่รู้จัก และให้การช่วยเหลือสมาชิกชาวแซ่ตั้งทุกๆ ท่านŽ”

แซ่ตั้งž หรือ แซ่เฉินž ในภาษาจีนกลาง เป็น 1 ใน 5 ตระกูลใหญ่ที่มีลูกหลานมากที่สุดในโลก

“ผมได้ข้อมูลว่าในประเทศจีนมีคนแซ่ตั้ง หรือแซ่เฉิน อยู่ประมาณ 60-70 ล้านคน ในเมืองไทยยังไม่มีใครทำการสำรวจ…จริงๆ แล้วทุกแซ่เราก็เป็นพี่น้องกัน ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันŽ”

ต่อไปนี้คือบทสนทนาบนอาณาบริเวณสงบร่มเย็นของ เลขที่ 270 ถนนสรรพาวุธž ย่านบางนา อันเป็นที่ตั้งสมาคมตั้งตระกูลแห่งประเทศไทย ทั้งในเรื่องราวอันเกี่ยวเนื่องกับภารกิจของสายเลือดตระกูลตั้ง และความเห็นในประเด็นเศรษฐกิจไทยในศักราชใหม่ที่เพิ่งก้าวย่างมาถึงหมาดๆ ด้วยนักษัตรเถาะ 2566

-ขอเริ่มที่บทบาทของสมาคมตั้งตระกูลแห่งประเทศไทยในปัจจุบัน และแนวทางในอนาคต

เราเป็นสมาคมสำหรับคนแซ่ตั้ง บทบาทหลักคือช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกด้วยกัน เริ่มต้นจากคนจีนที่เดินทางมาจากจีนแผ่นดินใหญ่สมัย 60 ปีที่แล้ว แต่วันนี้คนจีนในประเทศจีนเขารวยแล้ว คงไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเรามากมาย อาจเป็นการให้ข้อแนะนำต่างๆ แทน และเนื่องจากสมาคมตั้งตระกูลแห่งประเทศไทยมีสมาคมสาขาทั่วประเทศกว่า 30 แห่ง ทำให้เราเชื่อมโยงระหว่างสมาชิกด้วยกันอย่างกลมเกลียว สามัคคี ใครมีปัญหาอะไรก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นี่คือสิ่งที่ทำมาตลอด

เมื่อเติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ สิ่งที่อยากทำต่อไปในอนาคตคือ อยากให้ลูกหลานคนไทยเชื้อสายจีนเข้ามาในสมาคมเพื่อต่อยอดให้สมาคมเติบใหญ่ต่อไป และช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกด้วยกัน รวมถึงผู้คนยากไร้ อย่างช่วงโควิดเราก็แจกเงิน แจกอาหารแห้ง รวมถึงแจกทุนการศึกษาให้เด็กๆ เพื่อให้เขามีโอกาสที่ดีขึ้น

-แนวทางการดึงลูกหลานจีนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วม ทางสมาคมมีโครงการ หรือกิจกรรมพิเศษหรือไม่

สิ่งแรกคือต้องทำให้เขาเกิดความสนใจและค่อยๆ ดึงเขาเข้ามา ซึ่งทางสมาคมก็มีโครงการที่จะพาลูกหลานของคณะกรรมการเข้ามาทำความรู้จักกันด้วยการอบรม แต่เกิดโควิดก่อนเลยหยุดโครงการนี้ไป
คิดว่าปีนี้เป็นฤกษ์งามยามดีที่จะดำเนินการเรื่องเหล่านี้ โดยจะฝึกอบรมลูกหลานคณะกรรมการให้รู้จักกับสถานที่ เข้าใจวัฒนธรรม และได้เพื่อนใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

เด็กรุ่นใหม่ๆ รับการศึกษาจากฝั่งตะวันตกค่อนข้างมาก อาจยังไม่เข้าใจวัฒนธรรมจีนมากนัก สิ่งที่เราพยายามทำคือดึงลูกหลานเข้ามา โดยในปีหนึ่งจะมีการไหว้บรรพบุรุษ 2 ครั้ง ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งทั้งพ่อแม่ ลูกเด็กเล็กแดงจะมารวมตัวกันที่ศาลบรรพบุรุษ อันดับแรกเขาก็จะงงๆ ว่าทำไมคนมาไหว้เยอะจัง มากันเป็นพันๆ เมื่อไหว้เสร็จบางคนอยู่ต่อ เราก็จะมีการเลี้ยงข้าว นี่คือสิ่งแรกที่ทำให้เด็กค่อยๆ ซึมซับ แล้วอาจจะตั้งคำถามต่างๆ เช่น ที่ป้ายชื่อคืออะไร ซึ่งป้ายชื่อ 1 ป้าย คือหมายถึง 1 ครอบครัว จะมีชื่อของสามีและภรรยาอยู่ในนั้น เราก็มีการจองที่เอาไว้สำหรับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ โดยมีผ้าแดงครอบ แต่สมมุติ 2 ชื่อในนั้นมีท่านหนึ่งเสียไปแล้ว จะมีการเอาผ้าแดงที่ครอบออกเพื่อให้เห็นชื่อของท่านที่เสีย ส่วนท่านที่ยังไม่เสียชีวิตจะมีแถบกระดาษสีแดงปิดไว้ และสังเกตได้ว่าจะมีแต่ชื่อ ไม่มีแซ่ เพราะคนที่จะมาอยู่ตรงนี้ได้ต้องแซ่ตั้งอยู่แล้ว นี่ก็เป็นวิธีการดูสำหรับเด็กรุ่นใหม่

-60 ปีของสมาคม ถ้าเปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา คิดว่าเป็นไม้ชนิดใด

ผมเปรียบกับต้นสน ซึ่งมีสองความหมาย สังเกตไหมว่าต้นสนอยู่ในพื้นที่หนาว พืชชนิดอื่นใบร่วงหมด แต่ต้นสนเป็นพืชชนิดเดียวที่ยังเขียวชอุ่มไม่ว่าจะฤดูร้อน ฤดูหนาว ฤดูไหนๆ ก็ยังยืนต้นเขียว นี่คือข้อแรก ข้อที่สองคือ ต้นสนเป็นต้นไม้ที่อายุยืนมากเป็นหลักหลายร้อยปี เพราะฉะนั้น 60 ปีของต้นสน ไม่ได้เป็นต้นไม้ที่แก่ แต่เป็นต้นไม้ที่กำลังเติบโต ขยายกิ่งก้านสาขาต่อไปได้

-จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ในฐานะเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง และวางแผนเดินหน้าอย่างไรในปีนี้ที่สถานการณ์คลี่คลาย

มีทั้งแง่บวกและลบ แง่บวกคือช่วงที่เกิดสถานการณ์โควิดใหม่ๆ ที่กำลังจะมีการล็อกดาวน์ ทุกคนก็ไปกว้านซื้อของเพื่อกักตุนไว้ สินค้าบนเชลฟ์ถูกกวาดเกลี้ยง ส่วนแง่ลบคือวัตถุดิบขึ้นราคา แต่ผมพยายามไม่ปรับราคาขึ้น เพราะเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนลำบาก เรายังทนได้ อยู่ได้ ก็ทำไป จะไปฉวยโอกาสทำไม บางครั้งการทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่เอาเงินเป็นตัวตั้งอย่างเดียว มันต้องบาลานซ์หลายๆ เรื่อง สำคัญที่สุดคืออย่าไปเอาเปรียบ ซึ่งโดยภาพรวมก็ถือว่าเราก็รอดมาได้ ไม่ได้สะบักสะบอม ยังดีกว่าหลายๆ ธุรกิจ เช่น โรงแรม ปิดสนิทเลย 1-2 ปี ไม่มีรายได้ ต้องเลิกจ้างคน แต่ฝั่งผมยังประคับประคองธุรกิจได้ กำไรอาจจะน้อยลงบ้าง แต่ก็ถือว่าเราดีกว่าคนอื่นมากๆ แล้ว สำหรับปีนี้วัตถุดิบหลายๆ ตัวราคาเริ่มลงมา ผมว่าเราน่าจะเอ็นจอยเรื่องของต้นทุนมากกว่าปีก่อนๆ

-มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยหลังจีนเปิดประเทศอย่างไร หลายภาคส่วนคาดหวังผลบวกจากการท่องเที่ยว

จริงๆ แล้วต้องสืบเนื่องมาจากตอนประชุมเอเปคที่ท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มาร่วมในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทำให้มองออกว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนมีความแนบแน่นมากขึ้น เพราะการได้มาคุยกันต่อหน้า สามารถทำความเข้าใจ เคลียร์ปัญหาต่างๆ ที่อาจเคยเกิดขึ้น โดยเฉพาะมีการเซอร์ไพรส์วันเกิดมาดามเผิง ลี่หยวน ภริยาท่านสี จิ้นผิง ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและจีน

จริงๆ ปีนี้มองกันว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่ดี เพราะทุกคนกำลังคิดว่าสหรัฐอเมริกากำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย อาจจะในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ และประเทศไทยก็คงต้องโดนหางเลขไปด้วย เพราะเป็นประเทศเล็กๆ แต่เนื่องด้วยการมีจุดเด่นหลายๆ เรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือการท่องเที่ยว ไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวค่อนข้างมาก เคยไปถึงเกือบ 20% ของ GDP ก่อนโควิด แต่พอมีโควิด เงินส่วนนี้หายไปหมด เศรษฐกิจในประเทศจึงค่อนข้างจะมีประเด็น

ตอนนี้โควิดกำลังจะผ่านพ้นไป ถึงแม้ว่ายังมีอยู่ แต่มีวิธีการรักษา มีวิธีการป้องกัน มียา มีวัคซีน ทำให้ประชากรของเราเริ่มไม่กลัว ความไม่กลัวทำให้เราเข้าใจโรค และอยู่กับโรคได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้ามาซึ่งจะทำรายได้ให้กับประเทศ มีการคุยกันว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาถึง 25 ล้านคนในปีนี้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นได้ ผมว่าประเทศไทยก็จะค่อยๆ ฟื้น และน่าจะมีการเติบโตที่ดี ส่วนหนึ่งจากนักท่องเที่ยว รวมถึงจากการค้าภายในอาเซียนและอาเซียนกับจีน นี่น่าจะเป็นมุมมองที่เป็นบวกสำหรับประเทศไทย และเป็นโอกาสที่จะหานักลงทุนเข้ามา ทำให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ในขณะที่ประเทศทางซีกตะวันตกอาจจะเข้าสู่ภาวะถดถอย

-คำแนะนำต่อภาครัฐถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยเหลือผู้ประกอบการ หรือสนับสนุนความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนระหว่างไทย-จีน

เอเปคที่ผ่านมาก็เป็นสิ่งที่ภาครัฐทำได้ดี สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ สิ่งที่ต้องมองต่อไป คือกลุ่มอุตสาหกรรมของบ้านเราเป็นภาคเศรษฐกิจเก่า (Old Economy) ซึ่งถ้าลากไปยาวๆ เราอาจจะ
เสียเปรียบต่างประเทศ จึงอยากให้ภาครัฐเน้นการส่งเสริมภาคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) คือพวกธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี ใช้ความรู้ใหม่ๆ ในการสร้างกลุ่มอุตสาหกรรมให้เรามีความหลากหลายมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคการเงิน ภาคการผลิต และอุตสาหกรรมเกษตร เนื่องจากบ้านเราเป็นประเทศเกษตร ควรเน้นอุตสาหกรรมเกษตรและไม่ใช่แค่การขายวัตถุดิบ แต่เอาผลผลิตเหล่านั้นมาผ่านการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม

สมมุติว่าข้าวสารกิโลกรัมละ 20 บาทก็เยอะแล้ว แต่ถ้านำมาแปลงเป็นสินค้าสำเร็จรูป กิโลกรัมหนึ่งอาจจะเป็น 150-200 บาท มันเพิ่มมูลค่าถึง 7-10 เท่า ตรงนี้จะทำให้คนไทยอยู่ดีกินดีมากขึ้น อาจหางบประมาณและส่งเสริมอย่างต่อเนื่องสำหรับประชาชนของเราเอง ทั้งธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง ให้ภาคอุตสาหกรรมเติบโตต่อไป

เงินลงทุนจากต่างประเทศเราก็ต้องการ แต่อยากให้คนไทยแข็งแรงด้วยธุรกิจของตัวเองด้วย ไม่ต้องเรียกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าหุ้นกับเขาโดยที่เราถือหุ้นใหญ่ 60-70 เปอร์เซ็นต์ก็โอเค แต่ไม่ใช่เป็นธุรกิจของ
ต่างชาติล้วนๆ ซึ่งเราได้แต่ค่าแรง ในระยะยาวถ้าค่าแรงแพง เขาก็ไปที่อื่น

-สุดท้าย คำอวยพรในวาระตรุษจีนปีนี้

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ ในวาระขึ้นปีใหม่จีนนี้ ขออวยพรให้คนไทยทุกๆ ท่านมีความสุข ผมขออนุญาตอวยพรเป็นภาษาจีน (บ่วงสื่อยู่อี่) ทุกๆ อย่างเป็นไปตามปรารถนา (ซิงที่เกี่ยงคัง) สุขภาพร่างกายแข็งแรง
(หับแกเผ่งอัง) ครอบครัวมีความสุข (ยิ้ม)