‘ส.ภัตตาคาร’ โอดขาดแรงงานหนัก เล็งทำเอ็มโอยูภาคบริการ-สถาบันการศึกษา

23.01.23 | 14:45 น.

‘ส.ภัตตาคาร’ โอดขาดแรงงานหนัก เล็งทำเอ็มโอยูภาคบริการ-สถาบันการศึกษา แนะรัฐลดแจกเงิน

เมื่อวันที่ 23 มกราคม นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ธุรกิจเกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว อาทิ โรงแรม ร้านอาหาร สปา ร้านนวด ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานออกไปจากท้องตลาดอย่างหนัก หลังไทยเปิดประเทศเต็มรูปแบบและมีนักท่องเที่ยวเข้าไทยเป็นจำนวนมาก รวมถึงเริ่มมีนักท่องเที่ยวจีนกลับเข้าไทยบ้างแล้ว ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากในช่วงนี้ โดยแรงงานที่เคยถูกเลิก หรือลาออกกลับภูมิลำเนาในช่วงเกิดการแพร่ระบาดโควิด 3 ปีที่ผ่านมา ขณะนี้ยังไม่กลับเข้าระบบการทำงานเดิม ซึ่งปัญหาสำคัญคือแรงงานส่วนใหญ่เลือกจะไม่กลับเข้ามาทำงานแล้ว เนื่องจากเริ่มประกอบอาชีพอื่น

นางฐนิวรรณกล่าวว่า ขณะเดียวกัน การจ้างแรงงานต่างด้าวอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งช่วยเสริมให้ธุรกิจสามารถดำเนินการต่อได้ แต่การจ้างแรงงานต่างด้าวก็มีต้นทุนสูง เนื่องจากการจัดการเอกสารโดยผู้ประกอบธุรกิจต้องดำเนินการให้บางรายการก็มีค่าใช้จ่ายสูง และบางกรณีอาจเกิดการแย่งแรงงานโดยการเพิ่มค่าแรงงานขั้นต่ำให้มากกว่าปกติ ซึ่งปัญหานี้จะนำไปสู่การโก่งราคาแรงงานปกติได้ หากสภาวะตลาดขาดแคลนแรงงานสูง

“2-3 วันที่ผ่านมา ได้ไปจังหวัดขอนแก่น อำเภอชุมแพ ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารขาดแรงงานหนักมากๆ เช่น ธุรกิจโต๊ะจีนใหญ่ที่สุดละแวกนั้น จากเดิมเคยรับจัดงานมีจำนวนถึง 4,000 คน แต่ตอนนี้กลับมารับลูกค้าได้เพียงงานละ 1,000 คน เพราะไม่มีแรงงานช่วยเสริมธุรกิจ” นางฐนิวรรณกล่าว

สำหรับปัญหาการขาดแคลนแรงงานนั้น ส่วนตัวได้เริ่มคิดโครงการโดยอยากเสนอให้ภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการที่ภาคการท่องเที่ยวทุกภาคส่วนได้เริ่มลงนามตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับสถาบันการศึกษา เพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้ และเพิ่มประสบการณ์การทำงานในด้านนี้ได้ ซึ่งคล้ายกับการลงนามความร่วมมือที่เป็นโครงการส่วนของภาคอุตสาหกรรมที่ทำร่วมกับสถาบันการศึกษา โดยนำนักศึกษาที่เรียนกลุ่มงานช่างด้านต่างๆ เข้าทดลองทำงานในอุตสาหกรรม เมื่อเรียนจบสามารถเข้าทำงานได้ทันที เพราะมีประสบการณ์การทำงานและเรียนรู้ระบบขององค์กรได้เป็นอย่างดี ซึ่งการทำโครงการลักษณะนี้ควรมีในภาคการบริการ เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอนาคต รวมถึงลดปัญหาเด็กจบใหม่ไม่มีงานทำ

นางฐนิวรรณกล่าวว่า โดยโครงการดังกล่าว ต้องเริ่มปรับตั้งแต่สถาบันการศึกษา อาจให้ลดบางรายวิชาที่ไม่จำเป็นลง หรือปรับการเรียนบางรายวิชาที่สามารถเรียนผ่านออนไลน์ได้ด้วยตนเอง เช่น วิชาเกี่ยวกับวิถีพลเมือง เพราะนักเรียน หรือนักศึกษา สามารถหาความรู้ได้ผ่านอินเตอร์เน็ต และไม่จำเป็นต้องมีหน่วยกิต เพราะความเป็นจริงวิชาลักษณะนี้อาจไม่ถูกใช้ในวิชาชีพและทำให้เสียเวลาเปล่าประโยชน์

Advertisement

หากสถาบันการศึกษาปรับการเรียนให้มีการแลกเปลี่ยนการทำงานกับหน่วยงาน หรือบริษัทต่างๆ ได้จะเป็นเรื่องดี และถ้าสถาบันการศึกษากังวลจะเกิดเหตุการณ์ผิดปกติสามารถให้อาจารย์ หรือผู้สอน สามารถเข้ามาดูแล หรือสังเกตได้ ซึ่งมองว่าถ้าสามารถทำได้จริงจะส่งเสริมให้การศึกษาไทยมีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจที่จะถูกขับเคลื่อนด้วยคนรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพและสามารถต่อยอดเป็นผู้ประกอบการรุ่นต่อไปได้

“ประเทศไทยมีการศึกษาที่ใช้เวลาในการเรียนเยอะมาก โดยระหว่างที่เรียนควรมีบางรายวิชาให้นักศึกษาได้เรียนรู้กับสถานที่จริงและหน่วยงานต่างๆ จะมีค่าจ้างเหมือนการทำงานในระบบทั่วไป” นางฐนิวรรณกล่าว

นางฐนิวรรณกล่าวว่า การจัดทำโครงการดังกล่าวนั้น หากทำได้มองเป็นผลระยะยาวที่สามารถสร้างอาชีพให้กับคนไทยได้จริง ซึ่งดีกว่าการที่รัฐแจกเงินให้กับประชาชนมากกว่า ขณะนี้มีการทำนโยบายเกี่ยวกับการเพิ่มเงินให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการของรัฐ ถ้ารัฐเจาะกลุ่มที่มีปัญหา หรือกลุ่มรากหญ้าอาจจะช่วยคนกลุ่มนี้ได้ แต่ถ้าให้คนทุกกลุ่มคงไม่สามารถทำได้ เพราะเพดานเงินที่มีอยู่คงไม่สามารถสนับสนุนให้ได้มากพอ จึงมองว่าการแจกเงินควรทำเป็นนโยบายระยะสั้น หรือทำในช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหาและประชาชนได้รับผลกระทบมากอาจช่วยบรรเทาได้ แต่ถ้าทำต่อเนื่องมองว่าจะเป็นปัญหาได้ในอนาคต

“รัฐไม่ควรแจกเงิน แต่ควรเพิ่มอาชีพให้กับประชาชนมากกว่า เพราะรัฐคงไม่สามารถสนับสนุนเงินให้ได้ตลอด ดังนั้น ควรมองนโยบายระยะยาวที่สนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโต โดยที่ประชาชนมีงานทำมากกว่า” นางฐนิวรรณกล่าว

ข่าวน่าสนใจอื่น: