หน้าแรก เศรษฐกิจ ยัสปาล รุกตลา...

ยัสปาล รุกตลาดอาเซียน สู่แบรนด์แฟชั่นระดับ Regional เร่งขยายช่องทางร้านค้า-อีคอมเมิร์ซ ตั้งเป้ายอดขายโตก้าวกระโดด

23.01.23 | 16:21 น.

นายยศเทพ สิงห์สัจจเทศ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยัสปาล จำกัด กล่าวว่า ปี 2566 บริษัทมีแผนการขยายธุรกิจในต่างประเทศ สู่เป้าหมายการก้าวสู่การเป็น Regional Fashion and Lifestyle Retailer เพื่อต่อยอดการเติบโตของบริษัท จึงเตรียมขยายร้านค้าแบรนด์แฟชั่นต่างๆ ไปตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดอาเซียน ซึ่งหลายประเทศมีศักยภาพการเติบโตทางธุรกิจสูง กลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อ และมีไลฟ์สไตล์ความชื่นชอบแฟชั่นที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย

ทั้งนี้ บริษัทได้จัดตั้งบริษัทในเครือขึ้นในประเทศที่เข้าไปลงทุนขยายธุรกิจ เพื่อบริหารจัดการคุณภาพสินค้า บริการ และแนวทางการสื่อสารการตลาดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สามารถส่งมอบประสบการณ์ที่ดีและความประทับใจให้กับลูกค้าในแต่ละประเทศได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“ปี 2565 บริษัทได้บริหารร้านค้าแฟชั่นในต่างประเทศ จำนวน 3 ประเทศ รวม 70 ร้าน ได้แก่ ประเทศกัมพูชา ประกอบด้วยแบรนด์ LYN (ลิน), CC DOUBLE O (ซีซี ดับเบิลโอ), Jelly Bunny (เจลลี บันนี), Lyn around (ลิน อราวด์), CPS CHAPS (ซีพีเอส แชปส์) LYN BEAUTY (ลินบิวตี้), MANGO (แมงโก), Super Dry (ซูเปอร์ดราย), FRED PERRY (เฟรด เพอร์รี่), Champion (แชมเปี้ยน), ASICS (เอสิคส์) และ NEW ERA (นิว อีรา) ประเทศเวียดนาม ประกอบด้วยแบรนด์ LYN, LYN BEAUTY, Jelly Bunny, Lyn around, FRED PERRY และ DIESEL (ดีเซล) และประเทศมาเลเซีย บริหารแบรนด์ Jelly Bunny”

Advertisement

กลุ่ม In-House แบรนด์ที่บริษัทเป็นเจ้าของเอง ได้มีการเปิดตัว LYN BEAUTY (ลิน บิวตี้) ที่ประเทศเวียดนามทั้งรูปแบบร้านค้าและช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จหลังจากที่ได้เปิดตัวในประเทศไทยแล้ว นอกจากนี้ ในกลุ่มของแบรนด์ที่บริษัทเป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายในประเทศต่างๆ ก็มีขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเปิดร้าน FRED PERRY แห่งแรกในประเทศเวียดนามและกัมพูชา, เปิดร้าน NEW ERA ในประเทศกัมพูชา และ DIESEL ในประเทศเวียดนาม รวมไปถึงการเปิดตัว StudioJPS.com เว็บไซต์จำหน่ายสินค้าแฟชั่นในรูปแบบของมัลติแบรนด์ของบริษัทที่ประเทศกัมพูชา เป็นต้น

ส่วนปีนี้ตั้งเป้าการขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเชียน บริษัทได้วางแผนกลยุทธ์ทั้งด้านแบรนด์ที่จะเข้าไปทำตลาด และช่องทางการจำหน่าย ได้แก่ กลุ่ม In-House แบรนด์ของบริษัท ยัสปาล ได้ชูแบรนด์เรือธง ได้แก่ LYN, CC DOUBLE O, Jelly Bunny, Lyn around, CPS CHAPS และ JASPAL ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีฐานลูกค้าแข็งแกร่งในประเทศไทย และมีการเปิดตัวในต่างประเทศบ้างแล้ว โดยจะเพิ่มจำนวนช่องทางการจำหน่ายทั้งแบบร้านค้าและอีคอมเมิร์ซ เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าให้ครอบคลุมได้มากยิ่งขึ้น โดยแบรนด์ JASPAL วางแผนเปิดร้านแรกที่ประเทศกัมพูชาภายในไตรมาสแรกของปีนี้

ส่วนกลุ่มแบรนด์ที่บริษัท ยัสปาล เป็นตัวแทนนำเข้าและจัดจำหน่าย มีแนวทางจะเพิ่มแบรนด์กลุ่มนี้ เน้นกลุ่มแบรนด์ระดับพรีเมียม และกลุ่มสปอร์ตแบรนด์ เพื่อการขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันบริษัทเป็นตัวแทนนำเข้าและจัดจำหน่ายให้กับแบรนด์ MANGO, Super Dry, FRED PERRY, Champion, ASICS, DIESEL และ NEW ERA ให้กับหลายประเทศในอาเซียน

สำหรับแผนการขยายสาขาร้านค้า ร้านค้าแฟชั่นของแบรนด์ต่างๆ จะตั้งอยู่ในภายในศูนย์การค้าชั้นนำของแต่ละประเทศ ซึ่งมีการขยายตัวตามการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ และความต้องการของลูกค้า ทั้งนี้ นอกจากบริษัทจะพิจารณาถึงโลเกชั่นของศูนย์การค้าที่จะเปิดร้านแล้ว บริษัทยังเลือกพื้นที่ในศูนย์การค้าที่มี Traffic คึกคัก ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าได้อีกด้วย โดยสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ การออกแบบร้านค้าที่สวยงามและการจัดวางสินค้าที่ลงตัวตามมาตรฐาน เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน รวมไปถึงพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญในการแนะนำสินค้าให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี สามารถส่งมอบประสบการณ์ที่น่าประทับให้กับลูกค้า

การขยายธุรกิจผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ บริษัทมีความเชี่ยวชาญครอบคลุมทั้ง 4 แพลตฟอร์ม รวมกว่า 27 ช่องทางในอาเซียน สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างได้อย่างครอบคลุม ทั้งพฤติกรรมการช้อปปิ้งของลูกค้า และแนวโน้มการเติบโตของตลาดในแต่ละประเทศ ได้แก่ 1.เว็บไซต์เฉพาะของแต่ละแบรนด์ 2.มาร์เก็ตเพลสยอดนิยมในแต่ละประเทศ อาทิ Lazada, Shopee และ Zalola 3.มัลติแบรนด์เว็บไซต์ คือ StudioJPS.com ที่มีจำหน่ายสินค้าหลากหลายแบรนด์ภายใต้การบริหารงานของบริษัท ซึ่งเปิดให้บริการแล้วที่ประเทศกัมพูชา และ 4.โซเชียลคอมเมิร์ซ เช่น Facebook, TikTok และ LINE เป็นต้น ทั้งนี้ ในแต่ละแพลตฟอร์มบริษัทมีทีมงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละแพลตฟอร์มเป็นผู้บริหารจัดการ เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าและเพิ่มยอดขายได้อย่างแท้จริง โดยประเทศมาเลเซียและเวียดนาม นับเป็นประเทศที่มีสัดส่วนรายได้จากอีคอมเมิร์ซสูงโดยอยู่ที่ประมาณ 9-10%

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Statista คาดว่าในปี 2566 ตลาดเครื่องแต่งกายของประเทศไทยจะเติบโตขึ้นจากปี 2565 ที่ 3.1% โดยประเทศอื่นๆ มีอัตราการเติบโต ได้แก่ 7.7% ในประเทศเวียดนาม, 7.5% ในประเทศกัมพูชา, 8.2% ในประเทศ มาเลเซีย และ 11.1% ในประเทศฟิลิปปินส์

“บริษัทเชื่อมั่นว่าการขยายตลาดธุรกิจไปยังประเทศในอาเซียนทั้ง 4 ประเทศที่ตั้งเป้าหมายไว้ จะประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยม ซึ่งจะต่อยอดธุรกิจของบริษัทก้าวสู่ผู้นำ Regional Fashion and Lifestyle Retailer อย่างแข็งแกร่งต่อไป” นายยศเทพกล่าว