‘เอสซีจีพี’ ตั้งเป้าปี 66 ปั้นรายได้ 1.6 แสนลบ. หลังจีนเปิด-ศก.ฟื้น
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ไตรมาส 1/2566 มีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากปัจจัยบวกที่จีนเริ่มเปิดประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียนที่จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การนำเข้าและส่งออก ตลอดจนห่วงโซ่การผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ ที่กลับสู่ภาวะปกติ ส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการจับจ่ายใช้สอยสินค้า ทำให้เกิดความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น แต่ยังคงมีความท้าทายจากเศรษฐกิจทั่วโลกที่ผันผวนต่อเนื่อง แรงกดดันด้านเงินเฟ้อซึ่งอยู่ในระดับสูง และการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย รวมถึงความสามารถในการใช้จ่ายของผู้บริโภคลดลงในหลายภูมิภาค อาทิ กลุ่มสหภาพยุโรปและประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นฐานลูกค้าใหญ่ของภาคธุรกิจการส่งออกของอาเซียน
นายวิชาญ กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรองรับความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมถึงเร่งดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ารายได้ปี 2566 อยู่ที่ 160,000 ล้านบาท พร้อมกำหนดแผนเงินลงทุนไว้ที่ 100,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี (2564-2568) เพื่อบรรลุเป้าหมายรายได้ 200,000 ล้านบาท ในปี 2568 โดยในปี 2564-2565 บริษัทฯ ใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 37,000 ล้านบาท ในการลงทุนและขยายกำลังการผลิตในธุรกิจที่มีศักยภาพและมีโอกาสเติบโต จึงสามารถสร้างรายได้และผลตอบแทนที่สูงท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายได้
นายวิชาญ กล่าวว่า ขณะนี้เราประเมินปัจจัยบวกน่าจะมากกว่าปัจจัยลบ หากมองไปยังทิศทางข้างหน้า แต่ยังมีปัญหาในทั่วโลก เป็นเรื่องที่เราไม่มีศักยภาพในการใช้จ่ายมากเหมือนในอดีต เพราะผลกระทบจากราคาพลังงาน และเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งทุกครัวเรือนและทุกอุตสาหกรรมโดนหมด จึงอาจเป็นปัจจัยกดทับที่ทำให้การฟื้นตัวอาจยังมองไม่ชัดเจนมากนัก เรามองว่าน่าจะชัดขึ้นในครึ่งหลังของปีนี้
“โครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 5 มองว่ามีผลดีต่อธุรกิจส่วนหนึ่ง ในแง่ของบรรจุภัณฑ์สินค้า เพราะหากคนมีการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น ก็มีการใช้บรรจุภัณฑ์สินค้ามากขึ้น ทั้งสินค้าประเภทอาหาร และสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย” นายวิชาญ กล่าว
นายวิชาญ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานปี 2565 ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยต่างๆ โดยมีรายได้จากการขาย 146,068 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% เทียบกับปี 2564 ผลจากการวางกลยุทธ์ขยายกำลังการผลิตและการควบรวมกิจการกับพันธมิตร (M&P) การรับรู้รายได้เต็มปีจากการรวมผลประกอบการของบริษัทที่ควบรวม ได้แก่ Duy Tan, Intan Group และ Deltalab ก็มีการรับรู้รายได้บางส่วน และการปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วน EBITDA เท่ากับ 19,402 ล้านบาท ลดลง 8% จากปีก่อน และมีกำไรสำหรับปี 5,801 ล้านบาท ลดลง 30% จากปีก่อน จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงการลดลงของปริมาณการขายและอุปสงค์กระดาษบรรจุภัณฑ์ทั่วโลกจากสถานการณ์เศรษฐกิจ และในภูมิภาคจากการล็อกดาวน์ของประเทศจีน
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานของปี 2565 ในอัตราหุ้นละ 0.60 บาท โดยบริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลงวดระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2565 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 0.35 บาท ในวันที่ 24 เมษายน 2566 ตามรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 5 เมษายน 2566 โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 4 เมษายน 2566

