หน้าแรก เศรษฐกิจ เอสซีจี เผยปี...

เอสซีจี เผยปี’65 กำไร 2.1 หมื่นล้าน หดตัว 55% ต่ำสุดรอบ 15 ปี ผลพวงวิกฤตซ้อนวิกฤต

26.01.23 | 14:11 น.

“เอสซีจี” เผยปี’65 กำไร 2.1 หมื่นล้าน หดตัว 55% ต่ำสุดรอบ 15 ปี ผลพวงวิกฤตซ้อนวิกฤต

เมื่อวันที่ 26 มกราคม นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า สำหรับปี 2566 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้น โดยได้ตั้งเป้ารายได้เพิ่มที่ 10% จากแผนการทำธุรกิจร่วมลงทุนธุรกิจในบริษัท ลองเซิน ปิโตรเคมิคอลส์ จำกัด โครงการปิโตรเคมีครบวงจรที่เวียดนาม ที่มีความคืบหน้ากว่า 98% โดยประมาณการลงทุนที่ 4-5 หมื่นล้าน แลเพร้อมเดินหน้าเข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัยพ์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กลางปีนี้

ทั้งนี้ ด้านความคืบหน้าการนำธุรกิจเอสซีจี เคมีคอลส์ (SCPC) เข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัยพ์แห่งประเทศไทย (ตลท.) อยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอน และต้องตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจไทยดีขึ้น เศรษฐกิจโลกมีทั้งถดถอยและอาจถดถอยรุนแรง อย่างไรก็ตาม จะดูความเหมาะสมของเวลา และบริษัทมีความพร้อมทั้งในแง่ข้อมูลและระบบบริษัทก็มีความพร้อมแล้ว

นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า สำหรับผลประกอบการเอสซีจีปี 2565 มีรายได้ 569,609 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% กำไร 21,382 ล้านบาท ลดลง 55% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุจากเศรษฐกิจชะลอตัว ปิโตรเคมีขาลง ต้นทุนพลังงานสูง ขณะเดียวกัน บริษัทเน้นรักษาเสถียรภาพทางการเงินให้มั่นคง ลดต้นทุนโดยใช้พลังงานทดแทนและเทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการผลิต พิจารณาการลงทุนตามกลยุทธ์อย่างรอบคอบ ส่งผลให้เงินสดคงเหลือแข็งแกร่งอยู่ที่ 95,000 ล้านบาท

“ยอมรับปี 2565 กำไรลดลงอย่างมาก ต่ำสุดในรอบ 14-15 ปี นับจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แม้เอสซีจีจะปรับตัวลดต้นทุนไปมากแล้ว ก็ยอมรับวิกฤตครั้งนี้แรงจริงๆ ไม่ใช่เฉพาะวิกฤตพลังงานสูงอย่างเดียว แต่มีความต้องการสินค้าลดลงจากวิกฤตโควิดด้วย ทำให้ผู้ผลิตภาคส่วนต่างๆ ต้องลดกำลังการผลิตลงตาม กระทบทั้งซัพพลายเชน”นายรุ่งโรจน์ กล่าว

นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เห็นได้จากรัฐบาลหลายประเทศปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นหลังโควิดคลี่คลาย หลายประเทศเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ไม่สามารถต้านได้ ซึ่งมองว่าธุรกิจอื่นก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน เอสซีจึจึงต้องพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบ และคำนึงถึงผลตอบแทนที่คุ้มค่า

Advertisement

นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า หากดูผลประกอบการโดยธุรกิจเคมิคอลส์ (SCGC) มีรายได้จากการขาย 236,587 ล้านบาท ลดลง 1% จากปีก่อน เนื่องจากราคาและปริมาณขายสินค้าลดลง โดยมีกำไรสำหรับปี 5,901 ล้านบาท ลดลง 80% จากปีก่อน เนื่องจากส่วนต่างราคาขายสินค้าและส่งนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลง

ด้านธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขาย 204,594 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน โดยมีกำไร 3,789 ล้านบาท ลดลง 11% จากปีก่อน ขณะที่ธุรกิจแพคเกจจิ้ง (SCGP) มีรายได้ 146,068 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อน และมีกำไร 5,801 ล้านบาท ลดลง 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ขณะที่ไตรมาส 4/2565 มีรายได้จากการขาย 122,190 ล้านบาท ลดลง 14% จากไตรมาสก่อน สาเหตุจากราคาและปริมาณขายสินค้าเคมีภัณฑ์ลดลงตามความต้องการตลาดที่ลดลง โดยมีกำไร 157 ล้านบาท ลดลง 94% จากปีก่อน ทั้งนี้ หากไม่รวมการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ รายการด้อยค่าสินทรัพย์ และรายการอื่น จะมีกำไร 1,070 ล้านบาท ลดลง 66% จากไตรมาสก่อน

นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า จากวิกฤติตันทุนพลังงานทั้งถ่านหินและค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก จึงรุกธุรกิจพลังงานสะอาด โดยมีขนาดกำลังการผลิต 234 เมกะวัตต์ ในปี 2565 เพิ่มขึ้น 78% จากปีก่อน ด้วยระบบเครือข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ Smart Grid สำหรับนิคมอุตสาหกรรม เครือข่ายโรงงาน อุตสาหกรรม โรงแรม โรงพยาบาล ล่าสุดติดตั้งแล้วที่กลุ่มบริษัทสหยูเนี่ยน บางปะกง เชื่อมโยงพลังงานสะอาดระหว่าง 10 บริษัท ช่วยลดตันทุนพลังงาน 30% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 3,670 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี ซึ่งธุรกิจนี้ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาด เพื่อลดผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ตามการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงานในตลาดโลก

โดยปี 2565 เอสซีจีเพิ่มสัดส่วนใช้เชื้อเพลิงทดแทนเป็น 34% จาก 26% ในปีก่อนและมีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 194 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจาก 130 เมกะวัตต์ในปีก่อน ขณะเดียวกัน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 3 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ พร้อมทั้งกำลังพัฒนาเทคในโลยีดักจับและใช้ประโยชน์คาร์บอน (CCU) จากการผลิตปูนซีเมนต์ในไทยและอาเซียน เพื่อบรรลุเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ โดยร่วมกับ นิปปอน สตีล เอ็นจิเนียริ่ง และ ไทยนิปปอน สตีล เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น