รัฐงุบงิบช่วยค่าไฟชาวบ้านไม่ตรงปก
ปลอบใจงวดหน้าจ่อลด วัดใจคะแนนนิยมโค้งสุดท้าย!!
กรณีคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติช่วยเหลือลดค่าไฟฟ้ามกราคม-เมษายน 2566 สำหรับค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) ที่เรียกเก็บ 93.43 สตางค์ต่อหน่วย จากผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยกลุ่มเปราะบาง ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน จำนวน 19.66 ล้านราย คิดเป็น 90% ของครัวเรือนทั้งหมด
แบ่งเป็น จำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ตั้งแต่ 1-150 หน่วย จำนวน 14.7 ล้านราย ได้ส่วนลดค่าไฟฟ้า 92.04 สตางค์ต่อหน่วย จ่ายค่าไฟสุทธิหน่วยละ3.79 บาท และจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ตั้งแต่ 151-300 หน่วย จำนวน 4.9 ล้านราย ได้ส่วนลดค่าไฟฟ้า 67.04 สตางค์ต่อหน่วย จ่ายไฟสุทธิหน่วยละ 4.04 บาทต่อหน่วย รวมวงเงินช่วยเหลือประมาณ 7,500 ล้านบาท
⦁อึ้งรัฐเนียนขึ้นค่าไฟคนจน
โดยมติ กบง.ได้แยกผู้ใช้ไฟเป็น 2 กลุ่ม คือ 1-150 หน่วย กับ 151-300 หน่วย ได้ส่วนลดค่าไฟไม่เท่ากัน กลุ่ม 151-300 หน่วย จ่ายแพงกว่านอกจากนี้ยังเลิกช่วยกลุ่ม 301-500 หน่วย เท่ากับว่ากลุ่มนี้ต้องจ่ายเต็มจำนวนกับค่าไฟอัตราปัจจุบัน 4.72 บาทต่อหน่วย ซึ่งมีจำนวน 2.1 ล้านครัวเรือนเลยทีเดียว
ถึงกับต้องร้อง “อ้าวเฮ้ยไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หน่า” เพราะเดิมการช่วยเหลือของรัฐบาลในงวดที่ผ่านมา (กันยายน-ธันวาคม 2566) จะช่วยกลุ่ม 1-300 หน่วย ให้จ่ายในอัตรา 3.79 บาทต่อหน่วย และให้ส่วนลด 15-75% กับกลุ่มผู้ใช้ไฟ 301-500 หน่วย วงเงินงบประมาณ 9,700 ล้านบาท และรัฐบาลเองอีกนั่นแหละที่ประกาศกับประชาชนว่าจะช่วยเหลือเหมือนเดิม แต่ถึงเวลาจริงกับขึ้นแบบ “เนียนๆ” ถ้าไม่ดูไส้ในจะไม่มีทางรู้เลย
มีคำถามว่า เหตุใดไม่แจ้งประชาชนตรงๆ เพื่อให้รู้สถานการณ์และเตรียมตัวประหยัดไฟเพื่อเซฟเงินในกระเป๋า!!
เพราะที่ผ่านมาได้รับรู้ถึงต้นทุนค่าไฟที่แพงมาก เป็นเหตุให้ค่าไฟของกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ครัวเรือน หรือค่าไฟเอกชนต้องจ่ายแพงถึง 5.33 บาทต่อหน่วย (จากเดิมแพงถึง 5.69 บาทต่อหน่วย) แต่เอกชน โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคาร เรียกร้องให้รื้อต้นทุนจนลดค่าไฟสำเร็จ
แนวทางการช่วยเหลือค่าไฟที่ลดลง เป็นข้อเสนอจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่เสนอทางเลือกให้รัฐบาล คือ กบง.พิจารณา 4 แนวทาง ประกอบด้วย 1.ลดค่าไฟเช่นเดียวกับงวดตุลาคม-ธันวาคม 2566 ใช้วงเงิน 9,700 ล้านบาท ช่วย 21.8 ล้านครัวเรือน 2.ช่วยกลุ่ม 150 หน่วยแรกเท่าเดิมและปรับปรุงกลุ่ม 151-500 หน่วย วงเงิน 8,000 ล้านบาท ช่วย 21.8 ล้านครัวเรือน 3.ช่วยเฉพาะ 300 หน่วยแรก วงเงิน 7,500 ล้านบาท ช่วย 19.6 ล้านครัวเรือน และ 4.ช่วยครึ่งหนึ่งของกรณีศึกษา 1 วงเงิน 4,800 ล้านบาท ช่วย 21.8 ล้านครัวเรือน
ก่อนที่ กบง.จะเคาะทางเลือก 3 เป็นอันสิ้นสุดทางช่วยบางกลุ่มอย่างสมบูรณ์ พร้อมเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา
⦁รัฐปลอบประโลมค่าไฟลุ้นลดงวดหน้า
เรื่องนี้ สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยอมรับว่า ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 1-150 หน่วยต่อเดือนได้รับอัตราค่าไฟฟ้าเท่ากับงวดที่ผ่านมา ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าระหว่าง 151-300 หน่วยต่อเดือนได้ส่วนลดแต่ไม่เท่าเดิม
งบประมาณช่วยเหลือประมาณ 7,500 ล้านบาทระยะเวลา 4 เดือน (มกราคม-เมษายน 2566) แบ่งเป็น งบกลาง 2566 วงเงิน 3,200 ล้านบาทและบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4,300 ล้านบาท
“ด้วยงบประมาณที่มีจำกัด ภาครัฐจึงต้องเน้นความช่วยเหลือให้กับกลุ่มเปราะบางเป็นหลักก่อน ในเอฟทีรอบถัดๆ ไป คาดว่าต้นทุนเชื้อเพลิงมีทิศทางที่จะปรับลดลง ทำให้เอฟทีมีแนวโน้มบรรเทาลง” รองฯสุพัฒนพงษ์เน้นย้ำ
⦁กกพ.-กบง.แลกหมัดซัดกันนัว
สาเหตุแห่งการช่วยเหลือที่เปลี่ยนไป ไม่ช่วยผู้ใช้ไฟฟ้า 1-500 หน่วยต่อเดือนแบบที่ผ่านมา ทั้งที่เป็นมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2565 มาจากความเห็น กกพ. ที่ระบุว่าแนวทางการช่วยเหลือค่าไฟกลุ่มเปราะบางที่ใช้ไฟไม่ต่ำกว่า 500 หน่วยต่อเดือน ตามข้อเสนอของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่เสนอให้เพิ่มการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยโดยไม่ผ่านกระบวนการแยกก๊าซของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ (bypass gas) แทนการจัดสรรรายได้จากการดำเนินธุรกิจโรงแยกก๊าซธรรมชาตินั้น กกพ.เห็นว่าตามกฎหมายไม่น่าจะสอดคล้องกับมติ กพช. เพราะเป็นการลดต้นทุนค่าก๊าซธรรมชาติไปยังผู้ใช้ก๊าซทุกราย ไม่ได้เจาะจงกลุ่มเปราะบางโดยตรง ดังนั้น หาก กบง.จะดำเนินการช่วยรูปแบบเดิมจะต้องเสนอ กพช.ให้มีมติสั่งการ กกพ.อีกครั้ง
สรุปคือ กกพ.ไม่คัดค้าน แต่ก็ไม่เห็นด้วย ซึ่งเรื่องนี้ กบง.ในส่วนของกระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) พยายามคัดค้านแล้ว แต่ กกพ.ยังยืนยันว่าตามกฎหมายทำไม่ได้
นอกจากจากความเห็นประเด็น bypass gas ยังพบข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ เพราะเดิม กพช.ได้กำหนดให้ ปตท.สนับสนุนเงิน 6,000 ล้านบาททั้งจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติประมาณ 4,300 ล้านบาท ที่เหลือ bypass gas ประมาณ 2,000 ล้านบาท ขณะที่อีก 1,500 ล้านบาท กระทรวงพลังงานขอใช้จากงบกลาง 2566 แต่จากความเห็น กกพ.ที่ไม่สามารถได้เงินจาก bypass gas ทำให้กระทรวงพลังงานต้องเพิ่มวงเงินของบกลางเป็น 3,200 ล้านบาทแทน และได้มาแบบฉิวเฉียด
แต่หากกระทรวงพลังงานอยากช่วยแบบเดิม 1-500 หน่วย จะต้องใช้เงินถึง 9,700 ล้านบาท ด้วยเงินที่ ปตท.ให้มา 4,300 ล้านบาท กระทรวงพลังงานจะต้องของบกลางถึง 5,300 ล้านบาท แต่ทำไม่ได้ เพราะงบกลางมีจำกัดให้ตามที่ขอไม่ได้ จึงปิดจ๊อบการช่วยเหลือดังกล่าวไปโดยปริยาย
มีโอกาสพูดคุยกับตัวแทน กกพ. ได้ข้อมูลว่าแนวทางดังกล่าวเป็นไปตามข้อเสนอของ กกพ.จริง เนื่องจากรัฐบาลมีข้อจำกัดด้านงบประมาณสนับสนุน โดยปัญหาด้านงบประมาณคือ ตัวแปรสำคัญทำให้มาตรการช่วยค่าไฟเปลี่ยนไปจากเดิม ช่วยลดลง ส่วนเงิน ปตท.ที่เสนอก๊าซที่ไม่ผ่านโรงแยก ถามว่าก๊าซนั้นเป็นของใคร ของ ปตท.หรือของประชาชน ถ้าจำเป็นต้องดึงส่วนนี้มาจริงๆ รัฐบาลโดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ควรมีมติชัดเจนว่าให้นำก๊าซที่ไม่ผ่านโรงแยกมาใช้ได้
ด้านแหล่งข่าวจากประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มองว่าการตีความเรื่อง bypass gas เข้าใจว่าเป็นเรื่องข้อกฎหมายที่ กกพ.ยึดถือ แต่อีกมุมหนึ่งอยากให้มองว่าเป้าหมายของนโยบายลดค่าไฟนี้ทำเพื่อช่วยประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ ในช่วงที่คนไทยกำลังเผชิญกับค่าครองชีพที่พุ่งสูง ในภาวะเศรษฐกิจที่เพิ่งฟื้นตัว จึงน่าจะทำได้ทันที และไม่ต้องเสนอ กพช.ให้พิจารณาอีก หรือหากไม่สามารถทำได้ ควรรีบแจ้ง กบง.ให้เร็วกว่านี้ เพื่อให้ กบง.มีเวลาหาเงินมาอุ้มประชาชน
⦁เอกชนชี้หน่วยงานรัฐขัดกันทำค่าไฟป่วน
อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นว่า มาตรการช่วยค่าไฟที่ลดลง เพราะหน่วยงานทำงานไม่สอดประสานกัน วิธีที่เหมาะสมรัฐควรมีงบประมาณสนับสนุนโดยตรง ไม่ควรขอเงินจาก ปตท. เช่นเดียวกับที่รัฐบาลไม่ควรผลักภาระค่าไฟให้เอกชนจ่ายแพงกว่าบ้านเรือนทั่วไป นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบริหารของรัฐบาล
ตอนนี้ชาวบ้านอาจยังงงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อไหร่ที่บิลค่าไฟมาเยือนบ้าน ใช้ไฟเท่าเดิมแต่จ่ายเพิ่มเมื่อไหร่
เวลานั้นจะได้คำตอบว่าคะแนนนิยมรัฐบาลช่วงโค้งสุดท้ายก่อนครบเทอมจะเป็นอย่างไร จะมีผลต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหรือไม่!!

