‘ปลัดคลัง’ สั่ง สศค.ศึกษากฎหมาย ให้แบงก์อายัดเงินโดนหลอกเข้าบัญชีม้า-โอนผิดได้ เพื่อลดความเสียหาย
เมื่อวันที่ 30 มกราคม นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีผู้เปิดบัญชีตัวแทนในการใช้ทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการโอน รับโอน หรือชำระเงิน เป็นต้น หรือบัญชีม้า จำนวนมากนั้น ปัจจุบันคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบ ตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เสนอแก้กฎหมายใหม่ เพิ่มโทษผู้ที่รับเปิดบัญชีม้าให้มีความรุนแรงขึ้นเป็นจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายกฤษฎากล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงการคลังนั้น ได้กำชับให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลังหารือร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะที่ประสานกับธนาคารพาณิชย์ให้กำกับดูแลปัญหานี้อย่างใกล้ชิด ร่วมทั้งคลังได้กำชับไปถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐด้วย ให้มีขั้นตอนการเปิดบัญชีที่ความรัดกุมมากขึ้น เช่น การใช้ระบบที่สามารถระบุและพิสูจน์ตัวตนได้อย่างถูกต้อง หรือระบบเควายซี เป็นต้น
นายกฤษฎากล่าวอีกว่า รวมทั้งให้คลังและ ธปท.ประสานความร่วมมือไปยัง อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สมาคมธนาคารไทยและสถาบันการเงินทุกแห่ง เป็นต้น เพื่อติดตามการทำงานและป้องกันร่วมกันอย่างใกล้ชิด
“ในส่วนสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ (นาโนไฟแนนซ์) และธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซนั้นไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องการหลอกลวง ให้โอนเงินเข้าบัญชีมา เนื่องจากรัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง ได้ออกกฎหมายให้ธุรกิจเหล่านี้ทำเพียงขาเดียวคือ การปล่อยเงินกู้ ดังนั้น ผู้ประกอบการไม่มีสิทธิรับฝากเงินจากประชาชนทั่วไป” ปลัดกระทรวงการคลังระบุ
นายกฤษฎากล่าวว่า ปัจจุบันการตรวจสอบความผิดปกติของบัญชี หรือที่คาดว่าจะเป็นบัญชีนั้น สถานบันการเงินและธนาคารต่างๆ ต้องทำการรายงานสำนักงาน ปปง. ทั้งกรณีที่มีเงินเข้าบัญชีจำนวนมากผิดปกติ หรือจำนวนเงินโอนเข้าถี่ผิดปกติ สำนักงาน ปปง.เองก็มีการติดตาม มีเครือข่ายในการเข้าไปตรวจสอบอยู่ตลอด แต่ที่ปัจจุบันยัง เห็นว่ามีบัญชีม้าจำนวนมากอยู่นั้น เพราะส่วนใหญ่มีการทำธุรกรรมที่รวดเร็ว เงินโอนเข้าและก็โอนออกทันที และต้องแจ้งความเป็นรายธุรกรรม ทำให้บางครั้งอาจจะไม่ทันในบางกรณี
“ผมก็สงสัยว่า ทำไมต้องรอแจ้งความ ทำไมผู้เสียหายมาแจ้งความแล้วก็น่าจะมีระบบที่อายัดเงินส่วนที่แจ้งไว้ก่อน จุดนี้เป็นจุดเป็นช่องว่างของเรื่องนี้เลย แต่เข้าใจว่าสถาบันการเงินอาจจะกลัวว่าจะรบกวนลูกค้า แต่ประเด็นก็ข้องใจ เพราะเมื่อลูกค้าโทรไปแจ้งว่าถูกโกง หรือหลอกโอนไปผิด ก็น่าจะมีการช่วยในการล็อก หรืออายัดเงินที่อยู่ในบัญชีปลายทางไว้ก่อน ในเฉพาะส่วนที่แจ้งไว้เท่านั้น ไม่ต้องอายัดทั้งบัญชี ผมว่าควรจะทำให้ได้เพื่อป้องกันความเสียหาย” นายกฤษฎากล่าว
นายกฤษฎากล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้ให้การบ้านกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลังไปแล้ว ให้ศึกษาและหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งด้านการเงินและข้อกฎหมายการประกอบธุรกิจสถานบันการเงิน รวมทั้งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าการทำมาตรการอายัดเงินบ้างส่วนนั้นทำได้หรือไม่ เหตุเพียงพอไหม หรือช่วยเหลือไปถึงกรณีการโอนเงินผิดพลาด
“กรณีโอนผิดในส่วนคนได้รับเงินโอนเองก็ต้องระวังเช่นกัน ดังนั้น ต้นทางควรขออายัดได้ ตัวผมคิดว่ามันมีเหตุเพียงพอ โดยไม่ต้องไปรอแจ้งความ เพราะตัวผู้โอนแจ้งมาเอง ต้องทำการพิสูจน์ว่าโอนผิดจริง ก็อายัดไว้ทันที ซึ่งแบงก์ต้องมีระบบรองรับการแจ้งกรณีโดนหลอก โอนผิด แม้จะจำเป็นต้องมีการแจ้งความอยู่ แต่อยากให้แบงก์ช่วยอายัดส่วนที่แจ้งไว้ก่อน แล้วค่อยแจ้งความทีหลังก็ได้ แต่ถ้าพิสูจน์แล้วไม่ใช่โดนหลอกหรือโอนผิด ผู้ที่แจ้งให้อายัดก็ต้องรับผิดชอบเช่นกัน” นายกฤษฎากล่าว
รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า เมื่อเดือนกันยายน 2565 จำนวนบัญชีที่มีธุรกรรมต้องสงสัยเข้าข่ายบัญชีม้าเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 6,211 บัญชี ในเดือนพฤษภาคม 2565 เป็น 14,369 บัญชี ในเดือนสิงหาคม 2565

