หน้าแรก เศรษฐกิจ เงินเฟ้อพ.ย.เ...

เงินเฟ้อพ.ย.เทียบปีก่อน ปรับขึ้นสูงสุดรอบ 23 เดือน เทียบต.ค. 59 ยังหดตัว 0.06% พาณิชย์มั่นใจทั้งปีตามเป้า 0-1% จับตาปีหน้าสินค้าขยับราคา เจอน้ำมันขาขึ้น-ปรับค่าแรงใหม่

1.12.16 | 14:38 น.

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และรักษาการผู้อำนวยการ สนค. กระทรวงพาณิชย์ แถลงดัชนีราคาผู้บริโภค (อัตราเงินเฟ้อ) ทั่วไป เดือนพฤศจิกายน 2559 อยู่ที่ 106.79 เพิ่มขึ้น 0.60% เมื่อเทียบเดือนพฤศจิกายน 2558 เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 23 เดือน แต่ลดลง 0.06% เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2559


สำหรับอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 11 เดือนปีนี้ (มกราคม-พฤศจิกายน) เพิ่มขึ้น 0.10% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นนี้เนื่องจากราคาผักสดบางชนิดสูงขึ้นตามฤดูกาล เช่น ต้นหอม ผักชี ประกอบกับอาหาสดปรุงที่บ้าน เช่น ผักสด ไข่ไก่ และเนื้อหมู ราคายังสูงกว่าปีก่อนหน้าตามสภาพอากาศแปรปรวนทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง และราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศและค่าที่พักอาศัยสูงขึ้นกว่าปีก่อน

นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเดือนพฤศจิกายน 2559 ที่หักราคาพลังงานและอาหารสดออกแล้ว จะอยู่ที่ 106.89 เพิ่มขึ้น 0.72% เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2558 และเพิ่มขึ้น 0.03% เมื่อเทียบเดือนตุลาคม 2559 จะเห็นว่าแนวโน้มเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นไปตามปกติ สำหรับราคาสินค้าที่ทำการสำรวจทั้งหมด 450 รายการในเดือนพฤศจิกายนพบว่า มีการปรับราคาเพิ่มขึ้น 123 รายการ เช่น อาหารสดบางอย่าง ของใช้ในบ้าน ปรับราคาลดลง 101 รายการ เช่น อาหารสดบางอย่าง น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น และราคาทรงตัว 226 รายการ

“สนค. ยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของทั้งปีนี้ที่ 0 ถึง 1% ภายใต้การเติบโตของเศรษฐกิจไทย 2.8-3.8% อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 35-37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 35-45 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่วนปี 2560 คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ 1.5-2% ภายใต้การเติบโตของเศรษฐกิจไทย 3-3.5% อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 35.5-37.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 45-55 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล” นางสาวพิมพ์ชนกกล่าวและว่า จากนี้จนถึงปีหน้ากระทรวงพาณิชย์ จะติดตามดูราคาน้ำมัน ซึ่งมีแนวโน้มปรับขึ้นในปีหน้าไม่ให้กระทบราคามากเกินความพอดี และจะติดตามดูแลราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด เพราะปีหน้าจะมีการปรับขึ้นค่าแรงในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน แต่ราคาสินค้าอาจจะปรับขึ้นในอัตราเดียวกันทั่วประเทศ จึงต้องติดตามดูแลไม่ให้ขึ้นราคาสินค้าเกินความจำเป็นโดยเฉพาะบางจังหวัดที่ไม่ขึ้นค่าแรง คาดว่าค่าแรงที่ปรับขึ้นปีหน้า 3-10% จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2-0.35%

Advertisement