เอ็กซิมแบงก์ ตั้งเป้า สินเชื่อใหม่ปี’66 โต 1.2 แสนล้านบาท เอ็นพีแอลไม่เกิน 3% มุ่งตลาดใหม่ ตะวันออกกลาง-เอเชียใต้ ทดแทนส่งออกสหรัฐ-ยุโรป บาทแข็งธุรกิจนำเข้ารุ่ง
นายรักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิม แบงก์) เปิดเผยว่า สำหรับเป้าหมายการดำเนินงานปี 2566 นั้น ธนาคารตั้งเป้าหมาย สินเชื่อใหม่ 1.2 แสนล้านบาท โดยคิดเป็นขยายตัวเกือบ 20% จากการเติบโตของสินเชื่อเมื่อปี 2565 ที่ เติบโตที่ 9.44 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่ายอดคงค้างสินเชื่อในปี 2566 จะอยู่ที่ 1.8 แสนล้านบาท ส่วนกำไรสุทธินั้น คาดว่าจะขยายตัวที่ 1.8 พันล้านบาท และตั้งเป้าหมายไว้ว่า อัตราส่วนหนี้เสียต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) ไม่เกิน 3% จากปี 2565 อยู่ที่ระดับ 2.90% เนื่องจากธนาคารมีการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการตั้งเป้าหมายขายหนี้เสียปีละ 5,000 ล้านบาท
นายรักษ์กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ยังมีแผนการระดมทุน ซึ่งแบงก์จะได้เงินเพิ่มทุนจากรัฐบาลอีก 2,000 ล้านบาท จากปีที่แล้วได้มาแล้ว 2,000 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขณะเดียวกันก็จะมีการออกกรีนบอนด์ เพื่อมาปล่อยกู้ให้กับเอสเอ็มอี ปรับธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจสีเขียว อีกทั้งยังมีการศึกษาเรื่องการตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี
นายรักษ์กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ในปี 2566 นั้น เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอลงชัดเจน ธนาคารโลกและหน่วยงานวิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำของโลก คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะขยายตัวต่ำกว่า 2% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 30 ปี เป็นผลจากปัญหาเงินเฟ้อที่คาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูงและดอกเบี้ยขาขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทย ซึ่งคาดว่าจะเติบโตได้สูงสุดเพียง 2% อันเนื่องจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญชะลอตัว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา และยุโรป ราคาสินค้าส่งออกเริ่มลดลง และเงินบาทผันผวนสูง ท่ามกลางปัจจัยท้าทายและความไม่แน่นอนในหลากหลายมิติ
นายรักษ์กล่าวว่า ดังนั้น เอ็กซิมแบงก์ มีแผนจะผลักดันให้ ลูกค้าขยายตลาดไปยังตลาดใหม่ๆ มากขึ้น อาทิ ตลาดตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และตลาดอาเซียนมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมไปยังการธุรกิจนำเข้า เนื่องจากเป็นช่วงต้นปีนี้ เป็นช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น และธุรกิจบริการ เช่น ผู้ประกอบการโรงแรมหรือธุรกิจสวนสัตว์ของไทย ไปเปิดในต่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งโมเดลธุรกิจใหม่ๆ จะให้ความสนใจมากขึ้น
“สำหรับการที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น คาดว่าในไตรมาสที่ 1 ปี 2566 จะไม่แกว่งมาก โดยอยู่ในช่วง 32.80-33.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้เป็นช่วงที่เหมาะสำหรับการนำเข้า เพราะราคาต้นทุนลดลง เป็นจังหวะที่ผู้ประกอบการ ควรจะสต๊อกสินค้านำเข้าได้อีก 1 ไตรมาส รวมทั้งดอกเบี้ยขาขึ้น การช่วยลดแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ดังนั้น จะช่วยสร้างดีมานด์ ทำให้เงินทุนไหลเข้าไทยมากขึ้นด้วย ตามหลักเศรษฐศาสตร์” นายรักษ์กล่าว
นายรักษ์กล่าวว่า ธนาคารยังมีเป้าหมายสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และไม่ใช้ทางการเงินอย่างครบวงจร เช่น สินเชื่อให้คนตัวเล็กได้อัตราดอกเบี้ยเดียวกันกับเจ้าสัว การดำเนินโครงการ The S1 (เอสเอ็มอี วัน) วงเงินแรก 1,000 ล้านบาท สำหรับปล่อยสินเชื่อร่วมช่วยเหลือเอสเอมอีให้สามารถเข้าถึงวงเงินสินเชื่อได้มากขึ้น ที่ร่วมกับ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี แบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์)
“ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ประกอบการต้องการเงินกู้ 40 ล้านบาท สามารถไปขอ เอสเอ็มอี แบงก์ หรือไอแบงก์ 20 ล้านบาทก่อน เพราะแบงก์ยังมีข้อจำกัดให้ปล่อยสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการได้สูงสุด 20 ล้านบาท แต่ส่วนที่เหลืออีก 20 ล้านบาท สามารถมาขอสินเชื่อที่ เอ็กซิม แบงก์ได้ เป็นต้น หรือหากสินทรัพย์ไม่พอ บสย.ก็จะเข้าไปช่วยค้ำประกันด้วย” นายรักษ์กล่าว
นายรักษ์กลาวว่า สำหรับ ผลดำเนินงานของเอ็กซิม แบงก์ ในปี 2565 ดังนี้ ยอดคงค้างสินเชื่อ 168,331 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.18% จากปีก่อน เติบโตสองหลักต่อเนื่อง 2 ปี โดยมีวงเงินอนุมัติสินเชื่อใหม่ 94,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 19.21% จากปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นถึง 17.91% ในกลุ่มเอสเอ็มอี และ ณ สิ้นปี 2565 ธนาคารได้ช่วยเหลือทั้งด้านการเงินและไม่ใช่การเงินแก่ผู้ประกอบการกว่า 21,000 ราย วงเงินรวมกว่า 90,000 ล้านบาท รวมทั้ง อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) 262.99% สะท้อนว่า ธนาคารมีความแข็งแกร่ง

