นายวีระเจตน์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจน้ำตาลประเทศไทย พลังงาน และธุรกิจใหม่ กลุ่มมิตรผล เปิดเผยว่า กลุ่มมิตรผลได้ร่วมทุนกับ AFYREN ประเทศฝรั่งเศส สัดส่วนการถือหุ้น 30:70 โดย AFYREN เป็นผู้ถือหุ้นหลัก และกลุ่มมิตรผลเป็นผู้ถือหุ้นรอง จัดตั้งโรงงานผลิตสารอินทรีย์ชีวภาพในประเทศไทย โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงเพื่อจัดตั้งโรงงานดังกล่าว มี มร. ออลีวีเย แบ็ชต์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศ สาธารณรัฐฝรั่งเศส และนางวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามความร่วมมือดังกล่าว เมื่อไม่นานมานี้
“ความร่วมมือกับ AFYREN สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของกลุ่มมิตรผลที่มุ่งมั่นการขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยผลักดันให้เกิดการต่อยอด ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตด้วยการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนและแนวคิด เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ไร้ค่าให้เป็นสิ่งที่มีคุณค่า (From Waste to Value Creation) พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบ เพื่อต่อยอดอ้อยและน้ำตาลสู่ผลิตภัณฑ์ไบโอเบสที่มูลค่าสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” นายวีระเจตน์ กล่าว
นายวีระเจตน์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของ AFYREN ในการขยายธุรกิจในต่างประเทศ เป็นโรงงานแห่งที่สอง จากโรงงานแห่งแรกตั้งอยู่ที่ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งโรงงานแห่งใหม่นี้จะนำชีวมวลที่เหลือใช้ในภาคเกษตรของกลุ่มมิตรผลมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ไบโอเบสและผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ ด้วยเป้าหมายกำลังการผลิตที่ 28,000 ตันต่อปี
มร. นิโคลัส ซอร์เด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AFYREN กล่าวว่า โครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานและพัฒนาธุรกิจของ AFYREN ด้วยการจัดตั้งโรงงานแห่งที่สองในศูนย์กลางภูมิภาคเอเชีย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ดียิ่งขึ้น ความร่วมมือกับกลุ่มมิตรผลในครั้งนี้
จะช่วยให้ AFYREN สามารถเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบที่มีความยั่งยืนจากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลได้ในระยะยาว อีกทั้งกลุ่มมิตรผลเป็นองค์กรที่มุ่งให้ความสำคัญกับการดำเนินงานเพื่อความยั่งยืนมาโดยตลอด จึงมีความยินดีที่จะได้ร่วมงานกับกลุ่มมิตรผล ร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคนี้ให้เติบโตยิ่งขึ้นต่อไป
ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่าง AFYREN และกลุ่มมิตรผล ประกอบด้วยข้อตกลงเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน ได้แก่ 1.ความสมบูรณ์แบบของที่ตั้ง โดยเลือกจัดตั้งโรงงานที่อยู่ใกล้กรุงเทพมหานคร เพื่อให้สามารถรองรับลูกค้าทั้งในประเทศและนานาประเทศได้ อีกทั้งการดำเนินงานในประเทศไทยยังเปรียบเสมือนศูนย์กลาง(ฮับ)ของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความต้องการของตลาดเพิ่มสูงขึ้น โดยการเติบโตของตลาดนี้ขับเคลื่อนด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารและโภชนาการสัตว์เป็นหลัก ทั้งนี้ สารอินทรีย์ชีวภาพของ AFYREN จะถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารหลายชนิดเพื่อประโยชน์ในการถนอมอาหารและการแต่งกลิ่น-รสธรรมชาติ รวมถึงเป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และเป็นทางเลือกจากธรรมชาติ เพื่อทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะ นอกจากการเติบโตของธุรกิจในประเทศไทยแล้ว AFYREN ยังจะได้รับประโยชน์จากภูมิศาสตร์ที่ตั้งของประเทศไทย ซึ่งอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเป็นฐานการส่งออกผลิตภัณฑ์จากโรงงาน
แห่งใหม่ไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียอีกด้วย
2.ข้อตกลงเชิงกลยุทธ์สำหรับทั้งสององค์กร ในการสร้างโรงงานผลิตสารอินทรีย์ชีวภาพแห่งที่สอง สอดคล้องกับกลยุทธ์การพัฒนาธุรกิจของ AFYREN คือ “การสร้างและลงมือทำ” ที่มีเป้าหมายในการตั้งฐานการผลิตให้อยู่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบและตลาดของกลุ่มลูกค้าให้มากที่สุด โดยให้ความสำคัญกับภูมิภาคเอเชียและอเมริกาเหนือเป็นหลัก และข้อตกลงดังกล่าวยังสอดรับกับวิสัยทัศน์ของกลุ่มมิตรผลอย่างการเป็น
“บริษัทชั้นนำระดับโลกในอุตสาหกรรมน้ำตาลและไบโอเบส โดยการใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีร่วมกับการบริหารจัดการอย่างบูรณาการ เพื่อสร้างคุณค่า สร้างอนาคตให้กับสังคม” ทั้งนี้ คาดว่าข้อตกลงดังกล่าวจะสามารถสรุปได้อย่างเป็นทางการในช่วงกลางปี 2566
3.โครงการที่มีการดำเนินงานตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน สอดคล้องกับกลยุทธ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของทั้งสององค์กร อาทิ ช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ผ่านการสร้างงาน สร้างอาชีพโดยตรงกว่า 80 ตำแหน่ง และการจ้างงานทางอ้อมอีกกว่า 280 ตำแหน่ง โครงการมีการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของกลุ่มมิตรผลในปี ค.ศ. 2050
4.โรงงานเพื่อการผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่พร้อมด้วยประสบการณ์การดำเนินงานจากโรงงานแห่งแรกของ AFYREN ในยุโรป ตั้งเป้ากำลังการผลิตที่ 28,000 เมตริกตันต่อปี คาดว่าจะสร้างรายได้กว่า 60 ล้านยูโรต่อปี ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ AFYREN เคยประกาศไว้ในการเสนอขายหุ้น (IPO) เมื่อเดือนตุลาคม 2564 ทั้งนี้ คาดว่าโรงงานจะสามารถเริ่มผลิตได้ภายในปี 2568 และจะนำเทคโนโลยีและประสบการณ์การบริหารโรงงานแห่งแรก AFYREN NEOXY กำลังการผลิต 16,000 ตันต่อปี ที่เปิดดำเนินการแล้ว มาปรับใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

