นายกัมปนาท เพ็ญสุภา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดเผยผลการศึกษาและวิเคราะห์เสถียรภาพราคาข้าว และความช่วยเหลือจากภาครัฐ ซึ่งจัดทำร่วมกับศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พบว่า จากปริมาณผลผลิตข้าวสารทั่วโลกปีการผลิต 2559/60 มีจำนวนทั้งสิ้น 483.8 ล้านตันข้าวสาร ใช้ในการบริโภคทั่วโลกประมาณ 478.4 ล้านตันข้าวสาร ส่งผลให้มีข้าวสารส่วนเกินทั่วโลกประมาณ 5.4 ล้านตัน รวมทั้งสถานการณ์สต็อกข้าวโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในทุกๆปี โดยจากข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (ยูเอสดีเอ) พบว่า ปีการผลิต 2559/60 สต็อกข้าวโลกมีทั้งสิ้น 121.7 ล้านตันข้าวสาร เพิ่มขึ้น 4.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าสูงกว่าราคาตลาดโลกอยู่มาก ดังนั้น หากรวมปริมาณการผลิตข้าวของโลกเข้ากับจำนวนสต็อกข้าวปลายปีแล้ว จะทำให้ขนาดของอุปทานข้าวโลกสูงกว่าความต้องการบริโภคอยู่มาก และสต็อกที่มีการสะสมจำนวนมากจากด้านอุปทานจะเป็นแรงกดดันราคาข้าวในตลาดโลกให้มีแนวโน้มลดต่ำลง รวมถึงราคาข้าวในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจาก การส่งออกข้าวไทย คิดเป็นครึ่งของปริมาณข้าวทั้งหมดที่ผลิตได้
“หากดูข้อมูลขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) จะพบว่า ราคาข้าวในตลาดโลกปี 2559 ลดลงจากปี 2558 แทบทุกรายการ เนื่องจากในปีนี้ไม่มีปัญหาภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวมากนัก ทำให้ผลผลิตที่ออกมาค่อนข้างสมบูรณ์ทั่วโลก โดยราคาหอมมะลิ จากประเทศไทย ลดลงเหลือ 791 เหรียญสหรัฐ/ตันข้าวสาร จากเดิมราคาอยู่ที่ 1,008 เหรียญสหรัฐ/ตันข้าวสาร ราคาข้าวบาสมาติก จากประเทศปากีสถาน ลดลงเหลือ 784 เหรียญสหรัฐ/ตันข้าวสาร จากเดิมราคาอยู่ที่ 849 เหรียญสหรัฐ/ตันข้าวสาร ส่วนข้าวยูเอส แคลิฟอร์เนีย จากประเทศสหรัฐ ลดลงเหลือ 664 เหรียญสหรัฐ/ตันข้าวสาร จากเดิมราคาอยู่ที่ 857 เหรียญสหรัฐ/ตันข้าวสาร ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ราคาข้าวไทยในปีนี้จะลดต่ำลง เพราะเป็นการลดลงพร้อมกันทั้งโลก และไม่อยากให้เข้าใจผิดว่า ราคาข้าวที่ลดลงเป็นฝีมือการกดราคาของพ่อค้าคนกลางภายในประเทศ” นายกัมปนาท กล่าว
นายกัมปนาท กล่าวถึงมาตรการจำนำยุ้งฉาง ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกเจ้า และข้าวหอมปทุมธานี ของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรจากราคาตกต่ำว่า ส่วนตัวเชื่อว่าไม่น่าจะช่วยเหลือเกษตรกรย่อยได้จริง เพราะเชื่อว่ากลุ่มนี้น่าจะขายข้าวไปก่อนที่รัฐบาลจะออกมาตการช่วยเหลือ เพื่อนำเงินมาใช้หมุนในชีวิติประจำวันก่อน ดังนั้นเชื่อว่าชาวนาที่พร้อมเข้าร่วมโครงการจำนำยุ้งฉางน่าจะไม่ใช่รายย่อยเพราะกลุ่มที่ชะลอการขายข้าวได้ต้องมีเงินทุนสำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ จึงอยากเสนอให้ภาครัฐ ขยายระยะเวลาโครงการจำนำยุ้งฉางออกไปอีกจนถึงเดือนสิงหาคม 2560 จากเดิมสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2560 เพราะมองว่าเดือนมีนาคม 2560 ราคาข้าวไม่น่าจะขยับขึ้นได้มากนัก เพราะปริมาณข้าวในตลาดยังมีสูงอยู่ แต่ถ้าหากขยายไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2560 ราคาข้าวน่าจะขยับได้สูงขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้นฤดูกาลเพาะปลูก ปริมาณข้าวในตลาดจะมีน้อยที่สุด

