หน้าแรก เศรษฐกิจ กกร.ถกรัฐ รับ...

กกร.ถกรัฐ รับข่าวดีค่าไฟจ่อลด กกพ.ส่งซิกต้นทุนลงจริง แต่ห่วงก๊าซอ่าวไทยไม่มาตามนัด

31.01.23 | 19:54 น.

กกร.ถกรัฐ รับข่าวดีค่าไฟจ่อลด กกพ.ส่งซิกต้นทุนลงจริง แต่ห่วงก๊าซอ่าวไทยไม่มาตามนัด

นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 31 มกราคม คณะทำงานพลังงานและค่าไฟฟ้าของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้หารือร่วมกับภาครัฐที่ประกอบด้วย นายพิสุทธิ์ เพียรมนกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) และรองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

หาแนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤตค่าไฟฟ้าและค่าพลังงานร่วมกัน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือเอฟทีงวดใหม่ (พฤษภาคม-สิงหาคม 2566) เบื้องต้นคาดว่าราคาค่าไฟงวดใหม่จะต่ำกว่างวดปัจจุบัน (มกราคม-เมษายน 2566) ซึ่งอยู่ที่ 5.33 บาทต่อหน่วย แต่เอกชนยังตั้งเป้าว่าค่าไฟงวดใหม่ควรต่ำกว่า 5 บาทต่อหน่วย

“เป็นเรื่องดีที่ภาครัฐหารือร่วมกับภาคเอกชนเชิงลึก หลังจากนี้จะประชุมร่วมกันทุก 2 สัปดาห์ อีกประมาณ 3 ครั้ง จนกว่าจะสรุปราคาค่าเอฟทีครั้งใหม่ เป้าหมายคือการบริหารจัดการแก้ปัญหาค่าเอฟทีงวด 2 ให้มีต้นทุนต่ำที่สุด จากการหารือเบื้องต้นพบข่าวดีคือค่าไฟฟ้างวดต่อไปมีแนวโน้มลดลง แต่จะลดลงอย่างไร ต้องติดตามปัจจัยต่างๆ ในขั้นสุดท้ายอีกครั้ง คาดว่าจะเห็นชัดเจนเดือนมีนาคมนี้ ส่วนคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ.พลังงาน จะยังไม่ตั้งในช่วงนี้เพราะจะขอดำเนินการภายใต้คณะทำงานร่วมนี้ก่อน”นายอิศเรศกล่าว

นายอิศเรศกล่าวว่า ปัจจัยบวกที่มีผลต่อค่าเอฟทีให้มีแนวโน้มลดลง คือ ปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย จะเพิ่มขึ้นจาก 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ปรับขึ้นเป็น 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเหลือ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากก่อนหน้านี้ 37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ต้นทุนถูกลง รวมทั้งราคาก๊าซธรรมชาติเหลวตลาดจร หรือแอลเอ็นจีสปอต ล่าสุดเหลือ 17 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู จากที่ผ่านมาราคาสูงถึง 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู

Advertisement

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) กล่าวว่า จากการหารือกับกกร. ถึงค่าเอฟทีงวดใหม่ กกพ. ได้อธิบายวิธีการคำนวณเรื่องดังกล่าวให้ได้รับทราบ โดยเฉพาะงวดมกราคม-เมษายน2566 เจอปัญหาก๊าซมีปริมาณไม่เพียงพอ ต่อมาบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ส่งมาให้เพิ่มเติม ขณะที่ก๊าซจากเมียนมาส่งมาระดับเท่าเดิม ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงต้นทุนลดลงจากที่ประกาศรอบแรก ซึ่งภาคเอกชนจะต้องจ่าย 5.69 บาทต่อหน่วย เหลือ 5.33 บาทต่อหน่วย ส่วนงวดใหม่นี้จากสมมุติฐานต้นทุนที่มีผลต่อการกำหนดค่าไฟดีขึ้น อาทิ อัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่า ปริมาณแอลเอ็นจีสปอต ระดับกว่า 20 เหรียญสหรัฐฯต่อล้านบีทียู ราคานี้ถือว่าลดลงจาก 30 เหรียญสหรัฐฯต่อล้านบีทียู แต่ต้องติดตามความผันผวนหลังจากนี้อีกครั้ง ขณะที่ราคาน้ำมันลดลง อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ คือ ก๊าซอ่าวไทย

อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมเองพยายามลดใช้ก๊าซให้ โดยหันไปใช้น้ำมันเตา รวมถึงดีเซล และเชื้อเพลิงชีวมวลแทน ส่วนเรื่องการขอติดตั้งโซลาร์เซลล์ กกพ. พร้อมสนับสนุนเต็มที่ จะเน้นย้ำ 2 การไฟฟ้า ทั้งการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ให้เร่งดำเนินการ ส่วนนอกเหนือจากนี้ อาทิ ใบอนุญาต ร.ง.4 ต้องเป็นความรับผิดชอบกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)

“การหารือครั้งนี้ไม่ได้มองว่าถึงตัวเลขค่าไฟต้องจ่ายเท่าใด กกร. ไม่ได้กำหนดว่าค่าไฟต้องไม่เกิน 5 บาทต่อหน่วย เราหารือกันด้วยเหตุผล เพราะกกพ.ยังไม่สามารถระบุตัวเลขแท้จริงได้ ต้องคำนวณช่วงเดือนมีนาคม โดยเก็บตัวเลขเก่าตั้งแต่มกราคม-มีนาคม และมองตัวเลขอนาคต โดยเฉพาะราคาแอลเอ็นจี สถานการณ์ผลิตจริงของก๊าซอ่าวไทย”นายคมกฤชกล่าวและว่า กรณีเปรียบเทียบกับค่าไฟไทย กับเวียดนามและอินโดนีเซีย ระยะสั้นไทยอาจจะแพงกว่า แต่ระยะยาวจะแตกต่างกัน เพราะทั้ง 2 ประเทศใช้ถ่านหินมาก ไม่มีทางทำค่าไฟสีเขียว หรือนโยบายคาร์บอนเป็นศูนย์แบบไทยได้ นอกจากนี้อยากให้นำข้อเท็จจริงค่าไฟมาหารือกัน ซึ่งค่าไฟแม้ขึ้นแต่คงไม่ได้ขึ้นไปตลอด ขึ้นกับหลายปัจจัย

ข่าวน่าสนใจอื่น: