หน้าแรก เศรษฐกิจ กกร.ห่วงต้นทุ...

กกร.ห่วงต้นทุนค่าไฟ-ดอกเบี้ยพุ่ง ฉุดส่งออกหด หวั่นกระทบแข่งขัน นักลงทุนหนี

1.02.23 | 14:29 น.

กกร.ห่วงต้นทุนค่าไฟ-ดอกเบี้ย พุ่งฉุดส่งออกหด หวั่นกระทบแข่งขันนักลงทุนหนี

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2566 เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร.ได้คงประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 2566 เติบโต 3-3.5%

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยว คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้อาจมากกว่า 22.5 ล้านคนที่ประเมินไว้เดิม จากนักท่องเที่ยวกลุ่มยุโรป และสหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีกว่าคาด รวมถึงนักท่องเที่ยวจีนจะปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนในไตรมาสที่ 2 ขณะที่ภาคส่งออกขยายตัว 1-2% และมีแนวโน้มชะลอตัวในช่วงต้นปี และต้องติดตามปัจจัยที่มีผลกระทบอย่างใกล้ชิด ด้านเงินเฟ้อคงคาดการณ์อยู่ในกรอบ 2.7-3.2%

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้แสดงความห่วงใยในเรื่องต้นทุนการผลิตที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะราคาค่าไฟฟ้า รวมถึงแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องท่ามกลางค่าเงินบาทที่แข็งค่า อาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการในเวทีโลก รวมถึงการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคบริการก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ภาครัฐต้องมีมาตรการสนับสนุนเพื่อเตรียมความพร้อมรับการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวหลังจากจีนเปิดประเทศ

“ไทยต้องเร่งปรับเรื่องต้นทุนให้ลดน้อยลง เพื่อสร้างการแข่งขันในประเทศคู่ค้าคู่แข่งได้ เพราะการส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 70% ต่อจีดีพี ตลาดโลกปีนี้คาดเศรษฐกิจจะลดลง ฉะนั้น จึงต้องมีการแข่งขันด้านราคาที่มากขึ้น เพราะดีมานด์ลดลงแต่ซัพพลายยังเหมือนเดิม ประเทศในภูมิภาคยังมีการแข่งขันและผลิตสินค้าอย่างเต็มที่และมีการเติบโตได้ดี” นายเกรียงไกร กล่าว

นายเกรียงไกร กล่าวว่า สืบเนื่องจากภาคเอกชนได้หารือร่วมกับเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานพร้อมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในด้านพลังงาน เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2566 เพื่อหาแนวทางร่วมกันในการแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้า ซึ่งที่ผ่านมาภาคเอกชนได้ช่วยลดการใช้ก๊าซธรรมชาติ โดยใช้พลังงานเชื้อเพลิงอื่นมาทดแทนไปส่วนหนึ่งแล้ว เพื่อทำให้การคำณวนค่า Ft ในรอบถัดไปมีอัตราที่ลดลง

Advertisement

โดยที่ประชุมมีความคิดเห็นดังนี้

1. กกร.เสนอให้ปรับลดค่า Ft งวดที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 เนื่องจากมีปัจจัยหนุนในด้านการเพิ่มขึ้นของก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยและราคาก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มลดลง

2.เห็นชอบในแนวทางการจัดตั้ง กรอ. พลังงาน และให้สำนักงาน กกร. จัดทำโครงสร้างรูปแบบการทำงาน เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นชอบเพื่อพิจารณาจัดตั้งต่อไป และระหว่างการจัดตั้ง กรอ. พลังงาน ขอให้มีคณะทำงาน Task Force ด้านพลังงาน (เฉพาะกิจ) เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้าใจในด้านพลังงาน รวมถึงหารือมาตรการระยะสั้น-กลาง-ยาว

โดยมีตัวแทน 3 ฝ่าย ได้แก่ สำนักนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน (สนพ.) สำนักกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.)

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ที่ประชุมมีความกังวลต่อค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วและมากกว่าสกุลภูมิภาค แม้ว่าค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุน อาทิ ดุลบัญชีเดินสะพัดที่กลับมาเกินดุลในไตรมาสที่ 4/2565 มุมมองของนักลงทุนที่เป็นบวกต่อการเปิดประเทศของจีน และค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่าหลังจากตลาดคลายความกังวลต่อการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

ซึ่งเงินบาทแข็งค่าราว 15% ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา และแข็งค่าถึง 5% ในช่วงเดือนมกราคม เป็นระดับที่มากและเร็วกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาคอย่างชัดเจน เป็นปัจจัยกดดันความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกของไทยในภาวะที่ความต้องการสินค้าชะลอตัว โดยส่งสัญญาณตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2565 การส่งออกติดลบต่อเนื่อง และการส่งออกทั้งปี 2565 ขยายตัวเพียง 5% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 7-8% จากเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มถดถอย

“จากที่กล่าวมาทั้งหมด เรื่องต้นทุนคือปัจจัยหลักของภาคการส่งออก หากประเทศผู้ผลิตใดสามารถลดต้นทุนได้จะเป็นตัวชี้วัดของความสำเร็จ ถ้าไทยยังสามารถแข่งขันได้ ตัวเลขที่ยังคาดการณ์ว่าส่งออกจะขยายตัวได้ 1-2% ก็มีความเป็นไปได้ แต่ถ้าต้นทุนเพิ่มขึ้นหลานด้านจนทำให้ธุรกิจไทยเกิดการเสียเปรียบอาจทำให้ประเทศคู่ค้าคู่แข่งได้ประโยชน์มากขึ้น” นายเกรียงไกร กล่าว