หน้าแรก เศรษฐกิจ โบรกชี้ผลประช...

โบรกชี้ผลประชุมเฟดเอื้อปลดล็อกความกังวลศก.ถดถอย

3.02.23 | 06:44 น.

โบรกชี้ผลประชุมเฟดเอื้อปลดล็อกความกังวลศก.ถดถอย

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย ภายหลังผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในช่วงกลางคืนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานั้น ถือว่าผลออกมาค่อนข้างดี แม้ช่วงต้นปี 2566 ยังเป็นช่วงของการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย แต่โมเมนตัมของตลาดน่าจะคาดหวังว่าไตรมาส 4/2566 จะมีจังหวะของปรับดอกเบี้ยลดลงได้ ซึ่งภาพที่ออกมาถือเป็นการปลดล็อกความกังวลในเรื่องภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรปได้บ้าง

นายวิจิตร กล่าวว่า หากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ก็อาจเกิดขึ้นแบบางๆ เท่านั้น แต่ภาพรวมเศรษฐกิจถือเป็นมุมมองที่ดีขึ้น จากภาพความกังวลรุนแรงในช่วงปลายปี 2565 ว่าปีนี้จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยขึ้น โดยหากเฟดมีจังหวะในการผ่อนคันเร่งลงมา จะเซอร์ไพร์สในเชิงการปรับตัวขึ้นของตัวเลขจีดีพี ส่วนประเทศไทย และประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน ภาพเศรษฐกิจยังค่อนข้างสดใส การเติบโตของจีดีพีอยู่ประมาณ 3-6% ทำให้มีความใจชื้นมากขึ้นได้

“ตอนนี้จีนเปิดประเทศกลับมาแล้ว ซึ่งปัจจัยนี้อาจเป็นอีกหนึ่งกุญแจในการปลดล็อกความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกได้บ้าง ทำให้โทนของความเสี่ยงต่างๆ ลดน้อยลงจากช่วงปลายปีที่ผ่านมา ที่มีความกังวลมากๆ ด้วย” นายวิจิตร กล่าว

นายวิจิตร กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยดูมีความแข็งแกร่งกว่า ทำให้นโยบายด้านดอกเบี้ยของไทย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไม่น่าจะต้องใช้การปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบรุนแรงเหมือนต่างประเทศ แต่เป็นการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปแทน โดยเฉพาะเมื่อประเมินแล้วพบว่า ที่ผ่านมากนง. ก็พิจารณาการขึ้นดอกเบี้ยที่เป็นตัวของตัวเองสูงมาก ไม่ได้เร่งขึ้นตามทิศทางต่างประเทศมากนัก โดยประเมินว่าช่องว่างของดอกเบี้ยไทยยังขึ้นได้อีกเล็กน้อย น่าจะเห็นการปรับขึ้นอีก 2 ครั้งในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 ทำให้ดอกเบี้ยไทยขึ้นไปสู่ระดับ 2% ซึ่งถือว่าเพียงพอต่อการเอื้อให้กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไป

นายวิจิตร กล่าวว่า ส่วนภาพของการเลือกตั้งที่มีความชัดเจนมากขึ้นนั้น หากประเมินในอดีตที่ผ่านมาพบว่า การเลือกตั้งแทบจะทุกครั้ง เราจะเห็นตลาดมีจังหวัดของการวิ่งขึ้น ประมาณ 3 เดือน ดัชนีจะบวกขึ้นไปประมาณ 3% จากความคาดหวังว่าการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ จะมีนโยบายและการทำโครงการที่กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะถัดไป โดยเฉพาะหากหน้าตาของรัฐบาลชุดใหม่ สามารถเรียกความเชื่อมั่นของการลงทุนกลับขึ้นมาได้ จุดนี้ก็จะเป็นจุดที่ตลาดใส่น้ำหนักในการลงทุนเพิ่มขึ้น ทำให้ 1 เดือนหลังจากเกิดการเลือกตั้ง จะเห็นดัชนีปรับตัวขึ้นประมาณ 5% ด้วย

Advertisement

“ขึ้นอยู่กับการฟอร์มทีมของรัฐบาลว่า หน้าตาจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นในด้านเศรษฐกิจ และการลงทุนได้มากน้อยเท่าใด แต่แน่นอนว่าปัจจัยนี้จะเป็นปัจจัยที่ทำให้กระตุกบรรยากาศการลงทุนเข้ามาเพิ่มเติมได้ โดยเฉพาะในระยะกลางไตรมาส 1 ถึงต้นไตรมาส 2 ปีนี้” นายวิจิตร กล่าว