นายยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ผู้ประกอบการธุรกิจบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต และเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ อาทิ แบรนด์อมารี โอโซ่ และชามา เปิดเผยว่า ปีนี้ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้กำหนดยุทธศาสตร์หลักในการขยายธุรกิจ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้กลยุทธ์ Quality Growth, Quality Partnerships เพื่อรองรับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่มีแนวโน้มการฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนเกิดโรคระบาดได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนยังเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยว นักเดินทาง ตลอดจนกลุ่ม Expat ที่ต้องการพำนักอาศัยในแหล่งศูนย์กลางของธุรกิจและการท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยในปีนี้ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ตั้งเป้าขยายพอร์ตธุรกิจเพิ่มอีก 11 แห่ง เพื่อรองรับการฟื้นตัวและเติบโต
สำหรับ Quality Growth ปี 2566 วางประเทศไทย มาเลเซีย ฮ่องกง และมัลดีฟส์ เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักในการเข้าไปทำตลาดและขยายพอร์ตธุรกิจ โดยเฉพาะมาเลเซียนับเป็นตลาดใหม่ที่สำคัญมากในอนาคตของเครือออนิกซ์ฯ เพราะเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อสูง นอกจากกลุ่มนักท่องเที่ยว ยังจะมีการเดินทางของกลุ่มนักธุรกิจต่างชาติจำนวนมาก สามารถขยายธุรกิจได้หลากหลาย จึงมีแผนเปิดดำเนินงานครบ 3 แบรนด์หลัก ทั้งอมารี โอโซ่ และชามา ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจและท่องเที่ยวของมาเลเซียภายในปีนี้
นายยุทธชัยกล่าวต่อว่า ขณะที่ Quality Partnerships ถือเป็นอีกหัวใจสำคัญของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ที่มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรระยะยาวเพื่อมาร่วมกันสร้างการเติบโตไปด้วยกัน สอดรับเทรนด์ธุรกิจปัจจุบันที่นักลงทุนต่างกำลังมองหาความร่วมมือกับแบรนด์ที่แข็งแรงเพื่อช่วยส่งเสริมศักยภาพทางธุรกิจให้แก่กัน ซึ่งในส่วนของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ก็เชื่อมั่นว่าด้วยจุดเด่นของพอร์ตโฟลิโอที่มีหลากหลายและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย และได้รับการยอมรับมายาวนาน ผ่านการทำธุรกิจที่มีความยืดหยุ่น เข้าถึงง่ายสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามโจทย์คู่ค้า และมีเครือข่ายแข็งแรงครอบคลุมทั่วภูมิภาค จึงทำให้ได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กลุ่ม SP SETIA นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในมาเลเซีย JR Kyushu จากญี่ปุ่น Tai Hung Fai จากฮ่องกง หรือ Panchshil จากอินเดีย เป็นต้น
นายยุทธชัยกล่าวอีกว่า ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป มีพอร์ตธุรกิจครบตั้งแต่โรงแรม 5 ดาว จนถึงเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ครอบคลุมทุกตลาดที่มีศักยภาพ โดยมี 3 แบรนด์ที่เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนธุรกิจ ได้แก่ “อมารี” แบรนด์โรงแรมระดับลักชัวรี่ ที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจให้กับลูกค้าที่เข้าพัก “โอโซ่” แบรนด์โรงแรมที่มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์ชื่นชอบการออกไปค้นพบความสนุกใหม่ๆ และ “ชามา” แบรนด์เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ที่เน้นกลุ่ม Expat & Long stay ปัจจุบัน ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป มีพอร์ตธุรกิจรวม 44 แห่ง ครอบคลุมทั้งในไทย มาเลเซีย จีน ฮ่องกง มัลดีฟส์ บังกลาเทศ และลาว โดยเป็นเจ้าของเอง 18% ส่วนอีก 82% เป็นการรับบริหาร

สำหรับความคืบหน้าแต่ละแบรนด์หลักของเครือออนิกซ์ฯ เริ่มจากแบรนด์ “อมารี” ในประเทศไทยขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในการปรับภาพลักษณ์เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่มที่เข้ามาใช้บริการให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ส่วนต่างประเทศได้เปิดดำเนินการเพิ่ม 2 แห่งที่มาเลเซีย ได้แก่ “อมารี กัวลาลัมเปอร์” และ “อมารี สไปซ์ ปีนัง” รวมถึงเปิด “อมารี รายา มัลดีฟส์” ในมัลดีฟส์เพิ่มอีก 1 แห่ง แบรนด์ “โอโซ่” เปิดดำเนินการแล้วที่พัทยา สมุย ภูเก็ต ส่วนต่างประเทศมีแผนเปิด “โอโซ่ เมดินี” ในเมืองเมดินี อิสกันดาร์ ประเทศมาเลเซีย ส่วนแบรนด์ “ชามา” เปิดดำเนินการในไทยแล้ว 6 แห่ง และอีก 10 แห่งทั่วฮ่องกง และสาธารณรัฐประชาชนจีน และเตรียมเปิดเพิ่มในมาเลเซียอีก 2 แห่ง ที่เมืองยะโฮร์ บาห์รู และเมืองเมดินี อิสกันดาร์ ในปีนี้
“ปี 2566 ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ตั้งเป้ารายได้ของโรงแรมที่บริษัทลงทุนเองและรับจ้างบริหาร รวม 8,800 ล้านบาท หรือเติบโต 60% จากปี 2565 โดยหลังจากขยายพอร์ตลงทุนถึง 55 แห่งแล้ว จะทำให้รายได้ต่อปีเพิ่มเกิน 1 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม ปีนี้จะยังชะลอลงทุนโครงการใหม่ ผลจากดอกเบี้ยสูงขึ้นและค่าบาทแข็งอาจมีผลต่อการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ปีนี้เราจะมุ่งเพิ่มรายได้จากโครงการที่เราได้ลงทุนไว้ช่วงโควิด และปรับพื้นที่ให้บริการที่มีอยู่ โดยยังสามารถปรับค่าห้องได้ 25-30% ส่วนหนึ่งจากต้นทุนต่างๆ สูงขึ้น” นายยุทธชัยกล่าว

