‘พณ.’ คาดไทยรับอานิสงส์ หลังมะกันสอยบอลลูนจีน ยันยังไม่ปรับเป้าส่งออก แนะรัฐเตรียมรับมือ

7.02.23 | 15:10 น.

“พาณิชย์” คาดไทยรับอานิสงส์ผลกระทบ tech war หลังมะกันสอยบอลลูนจีน ยันยังไม่ปรับเป้าส่งออก แนะรัฐเตรียมพร้อมรับมือ

พณ. คาด ไทยรับอานิสงส์จากผลกระทบ tech war หลังสหรัฐสอยบอลลูนจีน ยังไม่ปรับเป้าส่งออกปี66 ที่จะขยายตัว 1-2%  เชื่อหลังจากนี้นักลงทุนด้านอาจย้ายฐาน ส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไทย แนะรัฐเตรียมพร้อมรับมือ

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ กองวิจัยเศรษฐกิจการค้ามหภาค สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เผยแพร่เอกสาร เรื่อง ผลกระทบของ tech war หลังจากสหรัฐสอย balloon ของจีน ต่อเศรษฐกิจไทยจำนวน 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.ผลกระทบต่อการค้าการลงทุนหรือเศรษฐกิจของไทย 2.sectors ไหนที่คิดว่าจะได้ผลกระทบมากที่สุด 3.ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมการอย่างไรเพื่อลดผลกระทบและต้องการให้รัฐช่วยเหลืออย่างไร 4.รัฐเองโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ realise ผลกระทบนี้อย่างไร จะมีมาตรการช่วยเหลือหรือหลีกเลี่ยงอย่างไรเพื่อให้ส่งออกไทยยังไปได้ 5.ส่งออกโดยรวมจะเป็นอย่างไร เพราะเห็นหลายฝ่ายบอกว่าอาจจะต้องติดลบปีนี้เป็นต้น

ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ดังกล่าวจะแบ่งเป็น 2 ประเด็น คือ ประเด็นสงครามเทคโนโลยี (Tech War) และประเด็นสหรัฐยิงบอลลูนของจีนที่ลอยเข้าเหนือน่านฟ้าสหรัฐ

โดยสำหรับประเด็น Tech War ระหว่างสหรัฐ และจีน สนค.ประเมิน ดังนี้

1.ผลกระทบต่อการค้าการลงทุนหรือเศรษฐกิจของไทย โดย Tech War อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยมีประเด็นที่ยังต้องจับตา/เฝ้าระวัง ดังนี้

Advertisement

การส่งเสริมการย้ายฐานการผลิต (Reshoring) ของสหรัฐ โดยใช้กลไกเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Foreign-Trade Zone-FTZ) ได้ดึงดูดการลงทุนกลับไปยังสหรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนจากต่างประเทศในไทยในอนาคต

ความขัดแย้งในประเด็นไต้หวัน ซึ่งไต้หวันถือเป็นประเทศที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทาน เซมิคอนดักเตอร์โลก โดยในปี 2564 บริษัทสัญชาติไต้หวันเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์มากกว่า 60% ของโลก โดยเฉพาะบริษัท TSMC (ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลก) เป็นผู้ผลิตมากกว่า 90% ของเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงในโลก หากสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น อาจเกิดเป็นสงครามย่อยด้านเทคโนโลยี โดยจะเร่งให้เกิดการแยกห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการกีดกันทางเทคโนโลยี (เนื่องจากเซมิคอนดักเตอร์เป็นเทคโนโลยีสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการแข่งขันระหว่างสหรัฐ และจีน) ซึ่งอาจทำให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดโลก ส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงไทยที่เป็นฐานการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ ซึ่งเซมิคอนดักเตอร์ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมดังกล่าว

ความขัดแย้งด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐ และจีน อาจส่งผลให้เศรษฐกิจและการค้าโลกชะลอตัวลงหรือขยายตัวต่ำ ตามความรุนแรงของมาตรการตอบโต้ระหว่าง 2 ขั้วเศรษฐกิจหลัก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น เงินเฟ้อเร่งขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และเงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวน อย่างไรก็ตาม ไทยอาจจะได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตของสหรัฐมายังประเทศพันธมิตร และการย้ายหรือขยายฐานการผลิตออกจากจีนของธุรกิจข้ามชาติ เพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกระหว่างสหรัฐ และจีน

รายงานข่าวระบุอีกว่า Tech War จะส่งผลกับไทย ดังนี้ 1.สหรัฐมีการพัฒนาโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานให้มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านการผลิต การแปรรูป และการจัดจำหน่าย จะเป็นโอกาสสำหรับไทยในการเป็นแหล่งผลิตทางเลือกที่สามารถสนับสนุนเป้าหมายของสหรัฐ

2.การส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพของสหรัฐ สอดคล้องกับนโยบาย BCG ของไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐ โดยไทยเป็นแหล่งวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมฐานชีวภาพ

3.การย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีนเพิ่มขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงตามยุทธศาสตร์ China Plus One หลังจากจากสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงการที่ผู้ประกอบการต่างมุ่งปรับห่วงโซ่อุปทานของตนให้มีความยืดหยุ่น (Resilience) ด้วยการกระจายฐานการผลิตไปยังประเทศปลายทางที่ใกล้กับแหล่งผลิต จะเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนของไทย

2. sectors ไหนที่คิดว่าจะได้ผลกระทบมากที่สุด

รายงาน Mid-Decade Challenges to National Competitiveness จัดทำโดย The Special Competitive Studies Project (SCSP) เปิดเผยว่า ใจกลางความขัดแย้งด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน ในระยะสั้น (ปัจจุบัน-ปี 2568) ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การสื่อสารแบบไร้สายรุ่นที่ 5 (5G) และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และในระยะกลาง (ปัจจุบัน-ปี 2573) ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยุคใหม่ ไมโครอิเล็กทรอนิกส์/การประมวลผล การสื่อสารแบบไร้สาย เทคโนโลยีชีวภาพ การผลิตและการกักเก็บพลังงานใหม่ และการผลิตอัจฉริยะ ซึ่ง สนค. มีมุมมองว่า ความขัดแย้งดังกล่าวอาจสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือส่งผลกระทบต่อการลงทุน การผลิต การค้า และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการกีดกันเทคโนโลยีขั้นสูงระหว่างห่วงโซ่อุปทานของทั้ง 2 ชาติและประเทศพันธมิตรที่มีแนวโน้มแยกจากกัน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป้าหมายของไทยในสาขาเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ในอนาคต

3. ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมการอย่างไรเพื่อลดผลกระทบและต้องการให้รัฐช่วยเหลืออย่างไร

ผู้ประกอบการไทยสามารถเตรียมการ/ดำเนินการ ดังนี้ 1.ปรับตัวให้สอดรับกับการแบ่งขั้วห่วงโซ่อุปทานของเทคโนโลยีสำคัญระหว่างสหรัฐ และจีน โดยการยึดโยงกับห่วงโซ่อุปทานของทั้งสองประเทศผ่านการ (1) ส่งออกสินค้าวัตถุดิบ/สินค้าขั้นกลาง (2) เข้าไปลงทุนในสหรัฐ และจีน ตลอดจนประเทศที่อยู่ห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ (เช่น เม็กซิโก แคนาดา ลาตินอเมริกา) และจีน (ประเทศในเอเชีย และประเทศตามเส้นทาง BRI) ทั้งนี้ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เป็นช่องทางหนึ่งที่ไทยจะเชื่อมโยงกับจีน และเชื่อมโยงกับประเทศพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ (ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย) ได้ และ (3) เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานสำคัญ (เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด) กับสหรัฐ และประเทศพันธมิตรภายใต้กรอบ IPEF 2.ไม่พึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป เพื่อลดความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานและกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่สหรัฐ หรือจีนตั้งเป้าหมายขยายการผลิตในประเทศหรือส่งเสริมการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ (Reshoring) รวมทั้งสร้างพันธมิตรทางการค้า และมองหาคู่ค้ารายใหม่

สำหรับการรับมือของภาครัฐจะต้องเตรียมการและดำเนินการดังนี้ คือ 1.ส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เนื่องจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป้าหมายต้องใช้เงินลงทุนสูงและไทยต้องพึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างชาติ โดยอาจให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีการลงทุน หรือการจัดตั้งโรงงาน เพื่อให้ไทยสามารถพัฒนา/ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองและสามารถขยายฐานการผลิตและแข่งขันได้ต่อไปในอนาคต 2.เตรียมพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน และลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงที่จำเป็นต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงเร่งพัฒนาแรงงานฝีมือและการฝึกอาชีพในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป้าหมาย 3.ส่งเสริมความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของไทยที่สอดรับกับเป้าหมายของสหรัฐ และจีน อาทิ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (รวมเซมิคอนดักเตอร์) และเครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมดังกล่าว 4.เร่งส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีเป้าหมาย

4. รัฐเองโดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ realise ผลกระทบนี้อย่างไร จะมีมาตรการช่วยเหลือหรือหลีกเลี่ยงอย่างไรเพื่อให้ส่งออกไทยยังไปได้

กระทรวงพาณิชย์ได้ผลักดันการใช้สิทธิประโยชน์จากกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจทั้งระดับภูมิภาคและระดับอนุภูมิภาค เพื่อส่งเสริมการส่งออกของไทย โดยใช้ประโยชน์จากการยกเว้นภาษี/การเก็บภาษีระดับต่ำ และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) สำหรับสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีสำคัญ ซึ่งจะช่วยเอื้อประโยชน์ให้กับทั้งผู้ส่งออกไทยในส่วนของการเพิ่มแต้มต่อและโอกาสทางการแข่งขันของสินค้าไทย และผู้นำเข้าในส่วนของการแสวงหาวัตถุดิบมาเพื่อต่อยอดการผลิตสินค้าและส่งออกได้ต่อไป ตัวอย่างเช่น สินค้ากลุ่มเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ที่ภาษีนำเข้าของไทยและประเทศคู่ภาคีเป็น 0 แล้ว หรือทยอยลดภาษีเป็น 0 ในเกือบทุกสินค้าและในเกือบทุกกรอบความตกลงการค้าเสรี (FTAs) หรือสินค้ากลุ่มยานยนต์ที่ภาษีนำเข้าของไทยและประเทศคู่ภาคีเป็น 0 แล้วในหลายกรอบ FTAs เช่น อาเซียน อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ และไทย-ออสเตรเลีย

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้ตระหนักความสำคัญของ Tech War โดย สนค. ได้ทำการศึกษาวิเคราะห์ Tech War และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นทั้งเชิงบวกและเชิงลบ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tpso.moc.go.th/th/node/12150 อีกทั้งได้ริเริ่มโครงการศึกษาการแยกห่วงโซ่อุปทาน (Decoupling) ของอุตสาหกรรมสำคัญระหว่างสหรัฐฯ และจีน และนัยยะต่อเศรษฐกิจการค้าไทย ซึ่งดำเนินการในปีงบประมาณ 2566 ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อศึกษาวิเคราะห์แนวโน้มการแยกห่วงโซ่อุปทานและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการกำหนดแนวทางของประเทศไทยในการรับมือและใช้ประโยชน์จากการแยกห่วงโซ่อุปทานฯ เพื่อให้ไทยได้รับประโยชน์สูงสุดและเกิดผลกระทบทางลบน้อยที่สุด

5. ส่งออกโดยรวมจะเป็นอย่างไร เพราะเห็นหลายฝ่ายบอกว่าอาจจะต้องติดลบปีนี้เป็นต้น

แม้การส่งออกไทยปี 2566 จะมี Tech War เป็นปัจจัยท้าทาย รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องติดตาม เช่น เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง และแนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกไทยในภาพรวม อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยบวก ได้แก่ ความต้องการด้านอาหารของโลกยังคงมีผลดีต่อการส่งออกไทย การขนส่งสินค้าเข้าสู่ภาวะปกติ ค่าระวางเรือลดลง และปัญหาตู้คอนเทนเนอร์คลี่คลาย นอกจากนี้ เศรษฐกิจของตลาดเป้าหมายยังเติบโตได้ดี อาทิ ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ อาเซียน โดยเฉพาะ CLMV และจีน โดยกระทรวงพาณิชย์มีแผนเดินหน้าบุกตลาดศักยภาพ เช่น ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ ซึ่งมีเป้าหมายขยายตัว 20% CLMV มีเป้าเติบโต 15% ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตั้งเป้าหมายการส่งออกทั้งปี 2566 ยังขยายตัว 1-2% หรือมีมูลค่า 289,938-292,809 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับประเด็นสหรัฐ ยิงบอลลูนของจีนที่ลอยเข้าเหนือน่านฟ้าสหรัฐฯ

กรณีบอลลูนของจีนที่ลอยเข้าเหนือน่านฟ้าสหรัฐฯ ทำให้ นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ได้เลื่อนกำหนดการเยือนกรุงปักกิ่งอย่างไม่มีกำหนด และหลังจากนั้นอีก 1 วัน สหรัฐได้ยิงบอลลูนของจีนตกไป โดยให้เหตุผลการสอดแนมเหนือน่านฟ้าของสหรัฐ

ฝ่ายจีน ได้แถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อความผิดพลาดจากการที่บอลลูนของพลเรือนได้ลอยเข้าสู่เขตของสหรัฐ อันเนื่องจากปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม จีนประณามการที่สหรัฐยิงบอลลูนตก โดยมองว่าเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ

ทั้งนี้ สหรัฐ และจีน ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ที่กระทบหรือเกี่ยวข้องกับการค้า/การลงทุนระหว่างสองประเทศ โดย สนค. กำลังติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด หากทั้งสองประเทศมีการดำเนินมาตรการใดเพิ่มเติม เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดกับเศรษฐกิจไทยต่อไป