หน้าแรก เศรษฐกิจ “กสิกรไทย-ลอม...

“กสิกรไทย-ลอมบาร์ด” ชี้ปี’66 เศรษฐกิจโลกถอยไม่แรง แนะลงทุนตราสารหนี้-หุ้นจีน

8.02.23 | 14:01 น.

กสิกรไทยลอมบาร์ดชี้ปี’66 เศรษฐกิจโลกถอยไม่แรง แนะลงทุนตราสารหนี้หุ้นจีน พร้อมกระจายความเสี่ยงผ่านสินทรัพย์ทางเลือก

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Executive Chairman, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยในงานสัมมนาในหัวข้อ 2023: A Year of Turing Points ว่า ตลาดทุนในปี 2565 พบกับความท้าทายรอบด้าน โดยสินทรัพย์แทบทุกประเภทต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน ในขณะที่ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อภาคการลงทุนในช่วงต้นปี 2566 เริ่มส่งสัญญาณเป็นบวก

ทั้งภาวะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงโดยเฉพาะราคาสินค้าแต่ราคาบริการยังคงทรงตัวในระดับสูง จากตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง การขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางทั่วโลก

โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา เริ่มเข้าใกล้จุดสูงสุด และจะคงดอกเบี้ยในระดับสูงจนถึงช่วงปลายปีนี้ คาดว่าเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัว (Slow Down) แต่เศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่มีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่า หนุนจากการเปิดประเทศของจีน

นายจิรวัฒน์ กล่าวว่า เพื่อรับมือกับหลากหลายจุดเปลี่ยนต้องจับตาในปีนี้ ธนาคารแนะนำให้นักลงทุนเข้าลงทุนเพิ่มเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน ผ่านการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น Hedge Funds และสินทรัพย์นอกตลาดควบคู่กับการกลับมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ หุ้นโลก ในธีม Winner of the New Economy หุ้นจีนและเอเชียในธีม The Rise of China and Asia และกองทุนด้านความยั่งยืน รวมทั้งกองทุนผสมอย่าง K-ALLROAD Series* เพื่อช่วยลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ต

นายเชาว์ เก่งชน Executive Chairman บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ล่าสุด ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2566 ขึ้นมาอยู่ที่ 3.7% เนื่องจากการเปิดประเทศจีนที่เร็วกว่าคาดจะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญในภาคการท่องเที่ยว

Advertisement

โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี2566 อยู่ที่ระดับ 25.5 ล้านคน ในขณะที่ภาคการส่งออกจะยังคงเผชิญกับแรงกดดัน แม้จะได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศจีนที่ทยอยกลับมาเป็นปกติ จากสาเหตุการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และทิศทางการแข็งค่าของเงินบาทตลอดทั้งปีนี้ จึงประเมินว่าภาพรวมการส่งออกไทยอาจยังคงเผชิญกับการหดตัวที่ 0.5%

นอกจากนี้ สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2566 ลอมบาร์ด โอเดียร์ (Lombard Odier) ได้ให้มุมมองว่าเศรษฐกิจโลกจะยังอยู่ในภาวะชะลอตัวจากแรงกดดันจากหลากหลายปัจจัยลบ ก่อนจะเริ่มมีสัญญาณกลับมาฟื้นตัวได้ โดยมี 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1.ภาวะเงินเฟ้อมีแนวโน้มทยอยลดลง จากการประเมินคาดว่าอัตราเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วเนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลง

อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่มาจากภาคบริการยังไม่คลี่คลาย และค่าจ้างแรงงานยังอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางตลาดแรงงานที่มีอัตราการว่างงานในระดับต่ำ ทั้งนี้ อัตราการว่างงานต้องสูงขึ้นกว่านี้ เพื่อดึงให้เงินเฟ้อปรับลดลงอีกนอกจากนี้ คาดว่าธนาคารกลางทั่วโลกจะหยุดการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในไตรมาสแรก และจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้อยู่ระยะหนึ่ง

2.วิกฤตพลังงานในยุโรป ด้วยสภาพอากาศที่ไม่ได้หนาวจัดในยุโรป ความต้องการใช้พลังงานจึงไม่สูงดังคาด ทำให้แนวโน้มที่จะเกิดวิกฤติด้านพลังงานในฤดูหนาวไม่ได้รุนแรงอย่างที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ รัฐบาลในยุโรปยังได้ออกนโยบายเพื่อลดภาระของทั้งภาคครัวเรือนและธุรกิจ โดยคาดว่าตลาดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะทยอยกลับเข้าสู่จุดสมดุล และได้รับผลกระทบลดลงจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน

3.นโยบายโควิดเป็นศูนย์ของจีน ยอดผู้ป่วยและยอดผู้เสียชีวิตจากโควิดที่พุ่งสูงขึ้นในจีนภายหลังจากการปรับแผนครั้งใหญ่จากนโยบายโควิดเป็นศูนย์ และเริ่มเปิดประเทศในช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา อาจส่งผลให้เกิดความผันผวนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะกลับมาขยายตัวในอัตราที่เร่งขึ้น ในขณะที่ธนาคารกลางจีนมีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ด้านรัฐบาลมีแนวโน้มผ่อนปรนกฎระเบียบในการกำกับดูแลภาคธุรกิจ เพื่อลดความเสี่ยง (Downside Risks) จากความผันผวนที่เกิดขึ้นหลังจากได้เปิดประเทศอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ แนะนำ 10 กลยุทธ์การลงทุนในปี 2566 หลังจากที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปีสหรัฐฯ แตะจุดสูงสุดและจากการที่จีนเปิดประเทศ โดยแบ่งเป็นกลยุทธ์ตามจุดเปลี่ยนในตลาดทุนที่ต้องจับตา ดังนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) 10 ปีสหรัฐฯ แตะจุดสูงสุด 1. อัตราเงินเฟ้อที่เริ่มปรับตัวลดลง และนโยบายด้านการเงินที่เข้มงวดในประเทศพัฒนาแล้วท่ามกลางเศรษฐกิจ  ซบเซาเป็นสถานการณ์ที่ยังไม่เอื้อต่อสินทรัพย์เสี่ยง

2. การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงยังคงต้องทำอย่างระมัดระวัง โดยเลือกเฉพาะสินทรัพย์ที่สามารถสร้างผลตอบแทน ได้ดีในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น 3. พันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้เอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงเริ่มมีผลตอบแทนที่น่าสนใจ

ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แตะจุดสูงสุด 4. กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณภาพในหลากหลายประเภทสินทรัพย์เช่น หุ้นบริษัทที่มีความสามารถในการปกป้องอัตรากำไร (Margin) และได้รับอานิสงส์จากการเปิดประเทศของจีน 5. กำไรต่อหุ้น (Earnings per share) มีแนวโน้มลดลง จากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง และกำลังซื้อผู้บริโภคที่ลดลง และ 6. ตลาดเกิดใหม่ที่ได้รับจากอานิสงส์จากการเปิดประเทศของจีนมีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัว หลังจากที่เฟดมีการปรับนโยบาย อย่างไรก็ตามต้องอาศัยภาวะเปิดรับความเสี่ยงของนักลงทุนทั่วโลกด้วย

เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย  7. กระจายลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก อย่าง Hedge Fund ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ทั้งในตลาดขาขึ้นและ  ขาลง เนื่องจากความผันผวนและความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง 8. ดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าลง 9. หุ้นกู้เอกชนผลตอบแทนสูง (High Yield) จะกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง หลังจากที่บรรยากาศโดยรวมในการลงทุนดีขึ้น สินทรัพย์เสี่ยงจะกลับมาเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น

เริ่มต้นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดย 10. ทองคำมีความน่าสนใจมากขึ้น จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า และการเปิดประเทศของจีน