เศรษฐกิจไทยสดใส ‘ยูโอบี’ คาดจีดีพีโต 3.7% รับท่องเที่ยวฟื้น หนุนบาทแข็งแตะ 33 บ./ดอลล์
เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ นายเอ็นริโก้ ทานูวิดฮาฮา นักเศรษฐศาสตร์ Global Economic and Market Research ของธนาคาร ยูโอบี กล่าวว่า ธนาคารเผยรายงานวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทย โดยประเมินว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีสามารถเติบโตถึง 3.7% ในปี 2566 จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามามากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนผลักดันให้เกิดการบริโภคและการใช้จ่ายภายในประเทศที่สูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีสัญญาณที่ดีจากภาคธุรกิจบริการที่เริ่มฟื้นตัว รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการใช้จ่ายในประเทศ
นอกจากนี้ ผลพวงจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่จะเดินทางกลับมาเข้าอีกครั้งหลังจากนโยบายการเปิดพรมแดน จะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาคเอเชีย ทั้งนี้ ประเมินว่าดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยจะกลับมาเกินดุลอีกครั้งที่ 2.8% ของจีดีพี ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนเพิ่มเติมทำให้ค่าเงินบาท
อย่างไรก็ดี ช่วงครึ่งปีแรกค่าเงินบาทอาจได้รับผลกระทบจากความท้ายทายของเศรษฐกิจโลกในระดับมหาภาค ทำให้เคลื่อนไหวอ่อนตัวลงไปอยู่ที่ 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงครึ่งปีแรก ก่อนจะกลับมาแข็งแกร่งและไต่ระดับไปถึง 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในช่วงครึ่งปีหลัง
“โดยรวมภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2566 จะอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแกร่งจากการฟื้นตัวของภาคธุรกิจต่างๆโดยเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจหลักในประเทศ”นายเอ็นริโก้ กล่าว
นายเอ็นริโก้ กล่าวว่า ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อเข้าสู่ขาลง สำหรับปี 2566 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยจะลอยตัวอยู่ที่ประมาณ 2.7% โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation) จะขึ้นไปแตะที่ 3.9% ในช่วงครึ่งปีแรก และจะคงค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% ในช่วงครึ่งปีหลัง จากความต้องการบริโภคที่ลดลงเพราะระบบห่วงโซ่อุปทานโลกปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้น
ประกอบกับสถานการณ์พลังงานและราคาสินค้าทั่วโลกอยู่ในเกณฑ์ที่ทรงตัว (moderate) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) จะปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อนี้สอดคล้องกับค่าเฉลี่ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ประเมินอยู่ที่ 2-3%
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2565 อัตราเงินเฟ้อไทยได้ขึ้นไปแตะที่จุดสูงสุดก่อนจะทยอยปรับระดับลงในช่วงปลายปีที่ผ่านมา สืบเนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการฟื้นตัวของระบบห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) และ กระจายสินค้าของรายการอาหารบางชนิดที่ช่วยลดแรงกดดันให้อัตราเงินเฟ้อต่ำลง
นายเอ็นริโก้ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจส่งสัญญาณการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศไทยเริ่มส่งสัญญาณฟิ้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว ทำให้ในปีนี้สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยมีโอกาสจะเติบโตได้ถึง 3-4% เห็นได้จากจีดีพีของปี 2565 กลับมาเติบโตอยู่ที่ 4.5% จากมูลค่าการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน การลงทุน และรายได้ท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ มูลค่าการอุปโภคบริโภคระดับครัวเรือนมีอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดในรอบเกือบ 10 ปี และค่าใช้จ่ายในภาคบริการปรับตัวสูงขึ้นถึง 15.8% จากการใช้จ่ายที่สูงขึ้นในภาคธุรกิจร้านอาหาร ท่องเที่ยว สันทนาการ และวัฒนธรรม ดังนั้นยูโอบีจึงเชื่อมั่นว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจะอยู่ที่ 3.7% ในปีนี้ จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะช่วยเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศควบคู่ไปกับภาคส่งออกที่แข็งแกร่งขึ้น

