ดันเพิ่มค้าลงทุนไทย-มองโกเลีย 5 ปี 1.5 พันล.เหรียญ พร้อมอ้าแขนรับนักท่องเที่ยวหวังกระตุ้น ศก. ตั้งเป้า 1 ล้านคนในปีหน้า
นายทูมูร์ อามาร์ซานา เอกอัครราชทูตประเทศมองโกเลีย ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า รัฐบาลมองโกเลียมีนโยบายสนับสนุนส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง โดยได้ประกาศให้ปี 2023 และปี 2024 เป็นปีแห่งการเยือนมองโกเลีย (Years To Visit Mongolia) โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวมองโกเลียจาก 250,000 คนเป็น 1,000,000 คนภายในปี 2024 สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นสัดส่วน 15% ต่อจีดีพี
“ในปี 2019 ก่อนเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดโควิด-19 มองโกเลียมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวกว่า 570,000 คน สร้างรายได้เข้าประเทศถึง 607 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีจำนวน 1 ล้านคน สร้างรายได้ 310 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวมากที่สุด โดยช่วงปลายปี 2021 จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงถึงกว่า 93% ขณะที่ธุรกิจโรงแรมต้องหยุดกิจการถึง 63% แคมป์ท่องเที่ยวปิดตัว 84% ส่งผลให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กกว่า 1,600 ราย บริษัทท่องเที่ยวกว่า 88.14% ได้รับผลกระทบ ทำให้ประเทศสูญเสียรายได้รวม 526 ล้านเหรียญสหรัฐ”
อย่างไรก็ตาม หลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย มองโกเลียได้เปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2022 โดยประชากรส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนแล้ว นับเป็นสถานการณ์ที่สอดคล้องกับนโยบาย “New Revival Policy” ของรัฐบาลมองโกเลีย ซึ่งผ่านการรับรองจากรัฐสภาในปี 2021 โดยมีเป้าหมายการฟื้นตัวอย่างเร่งด่วนหลังสถานการณ์โควิด-19 จากความเชื่อมั่นด้านการลงทุนจากต่างประเทศและโอกาสทางการค้า
นายทูมูร์กล่าวว่า ภายใต้แคมเปญ “ปีแห่งการเยือนมองโกเลีย” จะมีพลเมืองจาก 34 ประเทศได้รับการยกเว้นวีซ่า ทำให้มีประเทศที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าเข้ามองโกเลียทั้งสิ้น 61 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย โดยมาตรการดังกล่าว คาดการณ์ว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและอำนวยความสะดวกในการเดินทางมายังมองโกเลีย นอกจากนี้ โครงการขอวีซ่าออนไลน์ยังจะช่วยให้ขั้นตอนการขอวีซ่าสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น
“นอกจากนี้ รัฐบาลจะเร่งส่งเสริมสนับสนุนให้มีการเพิ่มเที่ยวบินที่เดินทางเข้าสู่มองโกเลีย โดยจากปี 2019 มองโกเลียได้ทำข้อตกลงทวิภาคีด้านการบินกับ 39 ประเทศ ซึ่งมีสายการบินจำนวน 12 รายที่ทำการบิน รัฐบาลมองโกเลียจะเร่งพัฒนาสนามบินในประเทศ และเชิญชวนสายการบินต้นทุนต่ำในภูมิภาคเอเชียให้เข้าทำการตลาด เปิดเส้นทางบินมองโกเลีย เพิ่มเที่ยวบินตรงให้มากขึ้น ซึ่งในส่วนของประเทศไทย เราได้ชักชวนบริษัทสายการบินหลายแห่ง ให้เริ่มเปิดเส้นทางบินตรง ซึ่งจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อทั้ง 2 ประเทศ”
ขณะเดียวกัน สายการบินมองโกเลียนแอร์ไลน์ ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติมองโกเลีย ได้เปิดเที่ยวบินตรง อูลานบาตอร์-กรุงเทพฯ และอูลานบาตอร์-ภูเก็ต นับเป็นหนึ่งในสายการบินรายแรกๆ ที่เปิดบริการทันทีที่ไทยเปิดประเทศเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ทำให้ขณะนี้มีจำนวนเที่ยวบินตรงมากที่สุดต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ นายทูมูร์ได้ขอแสดงความขอบคุณไปยัง หน่วยงานต่างๆ ของจังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต (Phuket Tourist Association) ที่ได้อนุญาตให้สายการบินของมองโกเลีย สามารถบินตรงมายังจังหวัดภูเก็ตได้ และยังได้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการท่องเที่ยวระหว่างไทยและมองโกเลียด้วย
นายทูมูร์กล่าวถึงแนวทางความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับมองโกเลียว่า ทั้ง 2 ประเทศมีโอกาสอย่างมากในการร่วมกันพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า โดยมองโกเลียมีจุดเด่นด้านเกษตร ปศุสัตว์ และแร่ธาตุต่างๆ ขณะที่ไทยมีความชำนาญด้านเทคโนโลยี มีทักษะในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า โดยช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างมองโกเลียและไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีนักลงทุนจากไทยสนใจเข้าไปลงทุนด้านอุตสาหกรรมเหมือง อุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนในมองโกเลีย ขณะเดียวกัน นักลงทุนจากมองโกเลีย ได้แก่ APU ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชั้นนำของมองโกเลีย ก็ได้เริ่มเข้าทำตลาดวอดก้าระดับพรีเมียม แบรนด์ Chinggis Khaan ในประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังพบว่าอาหารไทยว่ามีเอกลักษณ์โดดเด่นที่เครื่องเทศและสมุนไพรทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเยือนประเทศไทยทุกปีเพื่อทานอาหารไทย จะเห็นได้ล่าสุดเว็บไซต์ท่องเที่ยว TripAdvisor ได้จัดอันดับอาหารไทยในลำดับที่ 13 และในฐานะนักการทูตที่อยู่ในประเทศไทยกว่า 2 ปี 6 เดือน ชอบที่จะทานอาหารไทยทุกวัน มีเมนูโปรด คือ ส้มตำ อุดมไปด้วยประโยชน์จากผัก คาร์โบไฮเดรต เครื่องเทศและวิตามินต่างๆ ในจานเดียว
ทั้งนี้ ภายใต้แผนความร่วมมือระหว่างมองโกเลียและไทย ในระยะ 5 ปี (ปี 2022-2027) ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าขายระหว่างมองโกเลียกับไทยไว้ที่ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ตัวเลขการลงทุนระหว่างกัน มีมูลค่ารวม 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2027

