‘จุรินทร์’ ปักธง ‘ยูเออี’ เปิดประตู ‘อ่าวอาหรับ’

10.02.23 | 06:15 น.

‘จุรินทร์’ ปักธง ‘ยูเออี’ เปิดประตู ‘อ่าวอาหรับ’

ไม่ว่าประเทศไทยจะเผชิญปัจจัยเสี่ยงอะไร เศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพารายได้จากภาคส่งออกที่มีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 60-70% ของจีดีพี แต่ก็น่ากังวลเพราะทั้งภาครัฐและเอกชนยอมรับเป็นเสียงเดียวกัน ส่งออก 2566 เหนื่อยตั้งแต่ต้นปี จากหลายปัจจัยรุมเร้า อาทิ เศรษฐกิจโลกถดถอย เงินบาทผันผวนและแข็งค่ามากทำให้แข่งขันได้ยาก ผลกระทบของต้นทุนการผลิตสูง

ภาครัฐและเอกชนเห็นตรงกันว่า ส่งออกไทยปีนี้่จะขยายตัวได้แค่ 1-2% จากปีก่อน

กระทรวงพาณิชย์ในฐานะแม่งานหลักผลักดันภาคส่งออกจึงต้องออกตัวแรงตั้งแต่ต้นปี นำคณะธุรกิจเดินสายโรดโชว์เจรจากับประเทศคู่ค้า

ล่าสุด วันที่ 6-7 กุมภาพันธ์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน ประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือและสมาพันธ์โลจิสติกส์ไทย เยือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)

วันแรกเดินทางถึงเมืองดูไบ ประชุมร่วมกับหน่วยงานรัฐและนักธุรกิจที่เข้าไปในยูเออี มีการลงนามสัญญาซื้อขาย รวม 1,330 ล้านบาท จากการจับคู่เซ็นสัญญา 5 คู่ในกลุ่มอาหาร สุขภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และผลิตภัณฑ์เมลามีน จากนั้นเปิดโครงการไทยซุค (Thai Souq) ณ บริเวณ Souk Al Marfa ตั้งบนเกาะเดียร่า บริหารโดยบริษัท เวก้า อินเตอร์เทรด แอนด์ เอ็กซิบิชั่น จำกัด ซึ่งไทยซุคเป็นแหล่งรวมและกระจายสินค้าและบริการของไทยในดูไบ มีร้านค้ากว่า 30 ร้าน เช่น ร้านอาหาร งานฝีมือ แฟชั่น ซุปเปอร์มาร์เก็ต จนถึงร้านนวดแผนไทย ถือเป็นการรวมตัวของเอสเอ็มอีไทย

Advertisement

“อัครวุฒิ ตั้งศิริกุศลวงศ์” เอ็มดีเวก้า อินเตอร์เทรดฯ ให้ภาพรวมการทำธุรกิจในยูเออีว่า คนทั่วไปเมื่อพูดถึงกลุ่มประเทศอาหรับ ต้องยอมรับว่าดูไบมาเป็นอันดับต้นๆ เวก้าก็เช่นเดียวกัน จึงเลือกเปิดธุรกิจในดูไบก่อน หลังจากปักหลักทำงานขยายตลาดการค้าให้ชาวอาหรับได้รู้จักสินค้าและบริการของคนไทยนานกว่า 15 ปี ทั้งจัดงานและเข้าร่วมงาน เช่น จิวเวลรีแฟร์ งาน Thai Trade Exhibition งาน Dubai Expo หมู่บ้านไทย หรือตลาดน้ำไทย และจัดตั้งไทยซุคได้รับการตอบรับที่ดี มีคนเข้ามาใช้บริการ 3,000-5,000 คนต่อวัน เงินสะพัดประมาณ 3-5 ล้านบาท ทั้งคนตั้งใจมาซื้อสินค้าไทยและนำไปขายต่อ เดินทางมาจากดูไบเอง และรัฐใกล้ๆ เช่น Sharjah, Ajman, Umm al-Quwain หรือ Ras Al Khaimah

สินค้าและบริการที่นิยม อาทิ สินค้าสมุนไพร เครื่องหอม เครื่องประดับ ผลไม้ เป็นต้น โดยภาพรวมก็พบว่า ความเติบโตของภูมิภาคมีต่อเนื่อง ดูได้จากการเพิ่มเที่ยวบินของทุกสายการบินต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ชาวอาหรับมาเที่ยวมาใช้บริการและรู้จักสินค้าไทยมากขึ้นๆ ซึ่ง Thai Souq เปิดที่ดูไบและบาห์เรน

วันที่สองของการเยือนยูเออี เริ่มด้วยนายจุรินทร์ นำคณะภาครัฐ-เอกชน เข้าพบและหารือกับ นายธานี บิน อาเหม็ด อัล เซยูดี รัฐมนตรีแห่งรัฐประจํากระทรวงเศรษฐกิจสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รับผิดชอบด้านการค้าต่างประเทศ ซึ่งได้บรรลุ 2 เรื่อง เรื่องแรกจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Comprehensive Economic Partnership Agreement) หรือ CEPA ไทยกับยูเออี ให้เสร็จภายใน 6 เดือน อีกเรื่องเป็นการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-ยูเออี โดยรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายให้การรับรองธุรกิจ การค้า การลงทุนระหว่างกัน และตั้งเป้าภายในปี 2566 จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท พร้อมกันนี้ฝ่ายไทยได้ชวนนักลงทุนจากยูเออีลงทุนในไทย และเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในไทย

จากนั้นเดินทางไปท่าเรือบริเวณโรงแรม Anantara Dubai the Palm เมืองดูไบ และร่วมเป็นประธานสักขีพยานการลงนามเอ็มโอยู ระหว่าง บริษัท DP World โดยสุลต่านอาเหม็ด บิน สุไลยเอ็ม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม DP World กับสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย บริษัท โปรเฟรทอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และบริษัท ทิฟฟ่า โลจิสติกส์ เซ็นเตอร์ จำกัด โดยเอกชนไทยจะได้ประโยชน์จากการกระจายสินค้าผ่านเครือข่ายท่าเรือและสนามบินครอบคลุมทั่วโลก 78 ท่าเรือ ใน 6 ทวีปและ 240 สนามบินเครือข่าย มีจุดหมายปลายทาง 318 จุด ทำให้หลังไทยลงนามแล้วจะได้สิทธิพิเศษและเป็นประโยชน์ต่อการขนส่งสินค้าและบริการของไทย สู่จุดหมายปลายทางทั่วโลก เพิ่มมูลค่าการส่งออกที่เป็นรูปธรรมในอนาคต ไม่แค่เป็นประตูเปิดเข้ากลุ่มประเทศตะวันออกกลางและคาบสมุทรอาหรับเท่านั้น

รองนายกฯจุรินทร์กล่าวว่า ปี 2566 เศรษฐกิจโลกบางประเทศถดถอย ภาพรวมชะลอตัว และเติบโตน้อยกว่าปีก่อน จะเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้การส่งออกของทุกประเทศในโลกทำได้ยากขึ้นรวมถึงไทย จึงทำให้ปีนี้มองว่าการส่งออกไทยปี 2566 ขยายตัว 1-2% ดังนั้น ต้องมุ่งเน้นตลาดที่ยังมีศักยภาพ เพื่อเพิ่มตัวเลขส่งออก โดยเรามอง 3 ตลาดเป้าหมาย คือ ตลาด CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ตลาดเอเชียใต้ เช่น อินเดีย และตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งทริปนี้คุ้มค่าในการสร้างเงินให้ประเทศ ครั้งนี้สร้างเงินให้ประเทศเพิ่มขึ้นเฉพาะปีนี้ถึง 31,330 ล้านบาท และเป็นอนาคตสำหรับปีต่อไป ในการเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยมายูเออี และใช้เป็นประตูไปสู่ตะวันออกกลางด้วย

สำหรับยูเออีเป็นตลาดที่มีความสำคัญเป็นลำดับหนึ่งในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางสำหรับไทย ปี 2565 การค้า 2 ฝ่ายรวมกัน 7.3 แสนล้านบาท ขยายตัวถึง 74% ในส่วนนี้ยอดส่งออกไทยมายูเออี 1.18 แสนล้านบาท ขยายตัว 22.19% ส่วนไทยนำเข้าหลักคือเชื้อเพลิง

ขณะที่ ‘เกรียงไกร เธียรนุกุล’ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเดินทางร่วมคณะด้วย กล่าวเสริมว่า ตะวันออกกลางกำลังมีการขยายตัวสูงต่อเนื่อง เห็นถึงการลงทุนและการพัฒนาในทุกมิติต่อเนื่อง ซึ่งการจัดตั้งสภาธุรกิจไทย-ยูเออี จะเป็นส่วนสำคัญต่อการเชื่อมสัมพันธ์และการทำงานกันอย่างใกล้ชิด 2 ฝ่าย เหมือนก่อนหน้านี้ได้จัดตั้งสภาธุรกิจไทย-ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งการประชุมหารือหลังจัดตั้งจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในวันนี้และวันข้างหน้าจะเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญ กำลังพัฒนาตัวเองเป็นศูนย์กลางการค้า อุตสาหกรรม ระบบขนส่ง และเป็นโอกาสของไทยที่จะสร้างความร่วมมือ เป็นอีกหนึ่งประตูเพื่อเปิดสู่อ่าวอาหรับ