พณ.ตั้งแท่นสร้างสถิติส่งออก 2.4 หมื่นล้านดอลล์/เดือน วางเป้าไทยท็อปไฟว์ประเทศความสามารถแข่งขันดีสุด

แฟ้มภาพ

พณ.ตั้งแท่นสร้างสถิติส่งออก 2.4 หมื่นล้านดอลล์/เดือน วางเป้าไทยท็อปไฟว์ประเทศความสามารถแข่งขันดีสุด

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงแผนผลักดันการส่งออกปี 2566 ว่าหลังจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานร่วมหารือกับภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แล้ว และร่วมประเมินอัตราการขยายตัวของการส่งออกปี 2566 ไว้ที่ 1-2% คิดเป็นมูลค่า 10.0-10.1 ล้านล้านบาท คิดเป็นเหรียญสหรัฐ หากขยายตัว 1% มูลค่าส่งออกรวมอยู่ที่ 289,937 ล้านเหรียญสหรัฐ เฉลี่ยเดือนละ 24,161 ล้านเหรียญสหรัฐ หากขยายตัว 2% จะมีมูลค่า 292,808 ล้านเหรียญสหรัฐ เฉลี่ยเดือนละ 24,400 ล้านเหรียญสหรัฐ จากทั้งปี 2565 มีมูลค่า 287,067 ล้านเหรียญสหรัฐ

ซึ่งประเมินบนปัจจัยการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะจีนที่มีการยกเลิกมาตรการโควิดเป็นศูนย์ การเปิดเส้นทางรถไฟลาว-จีน ค่าระวางเรือมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง และข้อกังวลเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Security) ของประเทศต่างๆ ส่งผลบวกต่อการส่งออกสินค้าอาหารของไทย แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังกังวลเรื่องค่าบาทแข็ง โดยทิศทางส่งออกไตรมาสแรก 2566 อาจขยายตัวได้น้อย เพราะประเทศนำเข้ายังมีสต๊อกสินค้า และจะกลับมาสั่งซื้ออีกครั้งในไตรมาส 2 เป็นต้นไป

สำหรับส่งออกไปตุรกี ยังทำได้ปกติ แม้เกิดเหตุแผ่นดินไหว แต่ไม่ได้กระทบต่อเมืองท่าและการส่งสินค้า และมีการส่งออกไปในสัดส่วน 0.49% ของการส่งออกโดยรวมของไทย ซึ่งกรมกำลังติดตามสถานการณ์อย่างไรชิดเพื่อจัดหาสินค้าให้ตรงตามความต้องการในการฟื้นฟูจากนี้ เช่น กลุ่มวัสดุก่อสร้าง ซ่อมแซมที่พักอาคาร อาหาร ยารักษาโรค สิ่งทอ เป็นต้น

นายภูสิตกล่าวว่า ยอมรับว่าเป้าส่งออกรายเดือนต้องเกิน 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นความท้าทายและเป็นตัวเลขสูงสุดจากที่เคยทำไว้ ที่เดิมจะประมาณ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายกรมได้หารือร่วมกับอุตสาหกรรมหลักของการส่งออก 12 กลุ่มในภาคอุตสาหกรรม และการเกษตร พร้อมเร่งรัดจัดกิจกรรมใน 6 ตลาดศักยภาพ ได้แก่ ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ ซีแอลเอ็มวี และจีน ที่ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าโต 20% 15% 10% และ 1% ตามลำดับ จากที่ปีก่อนจีนติดลบ 7% ส่วนอีก 2 ตลาดเป็นตลาดศักยภาพใหม่ แม้มูลค่าน้อยแต่การขยายตัวสูงมาก คือ เอเชียกลาง 5 ประเทศ ได้แก่ คาซัคสถาน อุซเบกิซสถาน เติร์กเมนิสถาน ทาจิกิสถาน และคีร์กีซสถาน ที่ปีก่อนเป็นตลาดโต 98% อีกตลาดคือ ตลาดนอร์ดิก ได้แก่ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน ปีก่อนขยายตัว 7.7% ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศกำลังซื้อสูง และเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าไทยไปสู่สหภาพยุโรป

Advertisement

พร้อมกันนี้ กรมเตรียม 195 แผนงาน และ 450 กิจกรรมย่อย ผ่านจัดกิจกรรมในหลายรูปแบบ ทั้งงานแสดงสินค้า นำคณะผู้แทนการค้าไปประเทศเป้าหมาย จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ผลักดันค้าขายออนไลน์ กระตุ้นใช้สิทธิประโยชน์จากเอฟทีเอ และมินิเอฟทีเอที่เจาะเมืองในประเทศเป้าหมาย ที่ปีนี้จะลงนามอีก 7 ฉบับ อาทิ จีน อินเดีย ปากีสถาน เป็นต้น อีกทั้งความต้องการในสินค้าศักยภาพของไทย อาทิ อาหาร เกษตรอินทรีย์ และสินค้า BCG เป็นต้น

นายภูสิตกล่าวว่า โดยหลังเปิดประเทศจะมีการจัดงานแสดงแบบออฟไลน์เหมือนเดิม งานใหญ่ 5 งาน คือ STYLE Bangkok (22-26 มีนาคม 2566) TAPA (5-8 เมษายน 2566) THAIFEX-ANUGA ASIA (23-27 พฤษภาคม 2566), TILOG-LogistiX (17-19 สิงหาคม 2566) และ Bangkok Gems & Jewelry Fair (6-10 กันยายน 2566) ตั้งเป้าประมาณการมูลค่าเจรจาการค้ามากกว่า 16,700 ล้านบาท ตอนนี้การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว และไทยเป็นเป้าหมายหลักของการเดินทางมาพักผ่อนและท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากจีน ยุโรป และประเทศในเอเชีย กรมจะร่วมกับโคโลญจ์เมสเซ่ ได้ริเริ่มจัดงานแสดงสินค้ากลุ่ม HORECA ครั้งแรกในภูมิภาค ใช้ชื่อว่า THAIFEX HOREC Asia 2024 ที่จะรวบรวมด้านโรงแรม สุขภาพ อาหาร ท่องเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง กำหนดจัดครั้งแรกเดือนมีนาคม 2567

นายภูสิตกล่าวต่อว่า กรมได้จัดทำแผนปฏิบัติ 5 ปี (2566-2570) โดยมีเป้าหมายเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศของไทย เป็น 1 ใน 5 ของเอเชียใน 5 ปีจากนี้ จากปัจจุบันไทยอยู่อันดับ 8 ของเอเชียในด้านสมรรถนะด้านการค้าระหว่างประเทศ รองจากสิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย จีน อินเดีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และเป็นอันดับ 9 ของอันดับการส่งออกของเอเชีย รองจากจีน/ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ไต้หวัน อินเดีย เวียดนาม และมาเลเซีย โดยในปี 2565 ไทยมีสัดส่วน 1.24% ของการส่งออกไปในตลาดโลก หรือเป็นอันดับที่ 24 ของโลก ทั้งนี้ การประเมินการขยับอันดับจะต้องมีการผลักดันการส่งออกให้ขยายตัวเกิน 10% ต่อปี มีโอกาสจากผลการขยายสินค้า บริการ และตลาดใหม่ๆ อีกทั้งแผนการจับคู่ทำเอฟทีเอ และค้าบนออนไลน์

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image