ฐกร รัตนกมลพร
นำ‘ดิทโต้’ฝ่ากระแสดิสรัปต์
สู่ธุรกิจสถาปัตยกรรมข้อมูล
โลกเปลี่ยน คนเปลี่ยน ธุรกิจจะให้อยู่รอดต้องเปลี่ยนตาม บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO ก็เป็นหนึ่งในนั้น
เปลี่ยนอย่างไร คุณกอล์ฟ-ฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท DITTO เล่าให้ฟังว่าได้ทำอะไรบ้าง จึงทำให้วันนี้ DITTO เป็นองค์กรที่มีขนาดรายได้กว่า 1,000 ล้านบาท จากเคยประสบปัญหาขาดทุนถึง 400 ล้านบาท
“ย้อนไป 10 ปีก่อน หลังจบปริญญาตรีวิศวะไฟฟ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโท เอ็มบีเอ ศศินทร์ ก็มาช่วยกันทำธุรกิจกับพี่ชาย (คุณมังกร-ธีระชัย รัตนกมลพร) ตอนนั้นเป็นเซลส์จำหน่ายเครื่องถ่ายเอกสาร หลักๆ ให้กับหน่วยราชการ สมัยก่อนประมาณ 15 ปี จะเห็นร้านถ่ายเอกสารเยอะมาก ตามมหาวิทยาลัยเต็มไปหมด ส่วนใหญ่ใช้เครื่องถ่ายเอกสารมือสอง เพราะเครื่องใหม่แพง แต่บริษัทหรือหน่วยงานรัฐจะซื้อใหม่ ตอนนั้นหัวใจสำคัญคือการซ่อม หาช่างซ่อมก็หายาก เบิกซื้ออะไหล่ก็ใช้เวลานาน ยิ่งภาครัฐจะสั่งซื้ออุปกรณ์ต้องรอเบิกเงินก่อนแล้วมาซื้อ หมึกพิมพ์หมดหรือเครื่องเสียต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์ เราเลยเปลี่ยนธุรกิจที่เขาเหล่านั้นต้องซื้อเครื่อง มาเป็นเราซื้อแล้วมาวางให้เช่า คิดเป็นรายเดือน ถ้าเครื่องเสีย หมึกหมด โทรเรียกเราเดี๋ยวเราไปเติมให้ พอสิ้นเดือนค่อยจ่ายเงินทีเดียว เป็นการตอบโจทย์ระหว่างทาง จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงในภาคราชการและเอกชน เคยซื้อเปลี่ยนมาเช่า เราก็เพิ่มการเป็นผู้นำเข้าเครื่อง จากอเมริกา สิงคโปร์ และยุโรป เมื่อธุรกิจใหญ่ขึ้นต้องลงทุนแวร์เฮาส์อยู่ที่ชลบุรี ขณะที่ภาคเทคโนโลยีก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จากเครื่องถ่ายแค่ขาว-ดำ พัฒนาเป็นถ่ายสีได้ เทคโนโลยีเปลี่ยนแต่โมเดลธุรกิจเรายังเหมือนเดิม เครื่องสียังแพงมองว่าเช่าคุ้มค่ากว่า เมื่อตลาดใหญ่ ผู้เล่นก็มากขึ้น เครื่องใหม่ขนาดเล็กลง ราคาถูกลง ยี่ห้อใหม่เข้าไทยมากขึ้น เราก็ขยับเป็นพาร์ตเนอร์กับเจ้าของแบรนด์ แต่ยังคงให้เช่า”
ไม่นานเกิดจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อเจ้าของแบรนด์เข้ามาทำตลาดเอง คุณกอล์ฟเล่าว่า “จุดเริ่มต้นมาจากตรงนั้น มันเริ่มไม่ราบรื่น ตอนเราขยายธุรกิจ และเห็นว่าให้เช่าเหมือนจะดี ซึ่งดีสำหรับยูสเซอร์ แต่ผู้ลงทุนสูญหาย ด้วยเราเป็นเจ้าของเครื่องเช่า เหมือนเป็นเจ้าของแท็กซี่ 1,000 คัน แต่รายได้กลับมาเป็นเดือน เกิดปัญหามีหนี้เกินตัว จากการขยายเกินตัว จนมีหนี้ 400 ล้านบาท ขณะที่รายได้ 20 ล้านต่อเดือน รายได้ต่อเดือนเพียงผ่อนดอกหนี้เงินต้นไปเรื่อยๆ ยังไม่รวมรายจ่ายอื่น เราแก้ปัญหาโดยไม่ลงทุนเพิ่ม มุ่งใช้หนี้อย่างเดียว แสวงหาธุรกิจใหม่เอารายได้ทั้งหมดมาตัดหนี้ ที่เราเป็นหนี้เพราะถูกดิสรัปต์ แต่ว่าโชคดี ที่เราดิสรัปต์ตัวเองก่อน โดยเราขยับนำซอฟต์แวร์ให้เขาใช้ เป็นการดิสรัปต์ตัวเอง เมื่อไม่ดีก็อย่าฝืน”
คุณกอล์ฟเล่าต่อถึงดิสรัปต์เปลี่ยนตัวเองว่า ระหว่างทางการทำธุรกิจ DITTO เริ่มเห็นจุดสำคัญด้านการจัดการเอกสารภายในองค์กรที่มีมากขึ้น จะจัดการไฟล์ข้อมูลอย่างไร เราเริ่มพัฒนาและนำซอฟต์แวร์ไปวางให้ลูกค้าใช้ จุดเปลี่ยนหลักคือเทคโนโลยีมันเข้ามาพอดี อย่างโมบายแบงกิ้ง ทำให้ธนาคารเอาข้อมูลทุกอย่างเป็นดิจิทัล ลูกค้ารายแรกคือแบงก์ใหญ่รายหนึ่ง ต้องการเอาข้อมูลลูกค้าทั้งหมด 300 ล้านกระดาษเข้าไปอยู่ในระบบดิจิทัล โดยเราพัฒนาซอฟต์แวร์เชื่อมต่อเอาข้อมูลต่างๆ เข้าสู่ระบบดิจิทัล คือ ทำ ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่นภาค
ธนาคาร กลายเป็นจุดเปลี่ยนจากธุรกิจเดิมสู่กลุ่มธุรกิจใหม่เต็มตัว จากนั้นให้บริการอีกหลายองค์กร และหลากหลายรูปแบบ ตามความต้องการของลูกค้า เรากลายเป็นบริษัทจัดการเรื่องเอกสารแบบไม่ได้ขายแต่ซอฟต์แวร์ มันเหมือนกับว่าลูกค้ากำลังจะย้ายบ้าน ย้ายบ้านจากเดิมที่เป็นอนาล็อก ที่มีแต่เอกสารกระดาษ เราเข้าไปทำสองส่วน ส่วนแรกออกแบบบ้านหลังใหม่ ว่าบ้านหลังใหม่จะเป็นดิจิทัลเป็นยังไง โดยแมตชิ่งกับสิ่งที่เขามีอยู่ ออกแบบเสร็จก็ช่วยเขาย้ายบ้าน ย้ายข้อมูลจากที่เป็นกระดาษเข้ามาบ้านหลังใหม่ บ้านหลังใหม่จะมีทั้งของใหม่และของเก่าที่ค่อยๆ จัดเข้าระบบดิจิทัล จากนั้นก็เพิ่มสิ่งต่างๆ ในบ้าน เราเสมือนเป็น data architect (สถาปัตยกรรมข้อมูล) และไม่ได้หยุดนิ่ง ตอนนั้นคำว่าดิสรัปต์มาแรง เราคุยกันว่ามันมีอะไรที่ไม่ถูกดิสรัปต์บ้าง ก็เลยรู้ว่า ธรรมชาติ ต้นไม้ ไม่ถูกดิสรัปต์คาร์บอนเครดิต กลายเป็นธุรกิจใหม่ในอนาคต
ถึงวันนี้ DITTO จึงประกอบด้วยธุรกิจ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแรก ระบบบริหารจัดการเอกสารในรูปแบบดิจิทัลครบวงจร เป็นการนำเข้าเอกสารและข้อมูลเข้าไปเป็นรูปแบบดิจิทัล ทำให้ประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ ลดต้นทุน สะดวกในการค้นหา ลูกค้าสำคัญ เช่น ศาลอาญา 293 แห่งทั่วประเทศ กรมที่ดิน และกระทรวงท่องเที่ยวและการกีฬา กระทรวงทรัพยากรฯ ส่วนลูกค้าเอกชน เช่น เซ็นทรัล เอสซีจี บริษัทประกัน บริษัทอุตสาหกรรมต่างๆ ในกลุ่มนี้ยังมี ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ มีแบงก์กรุงไทย ธุรกิจนี้ถือเป็นกลุ่มปีทองของ DITTO เพราะรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2565 ทำให้หน่วยงานราชการตื่นตัวเรื่องนี้มากขึ้น ซึ่ง DITTO เตรียมจัดทีมบุกหน่วยงานราชการทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะส่วนท้องถิ่นมีทีมบุก อบจ. อบต.และเทศบาลทั่วประเทศ
กลุ่มที่ 2 กลุ่มธุรกิจด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี กลุ่มนี้ดูแลโดยบริษัท สยาม ทีซี.เทคโนโลยี จำกัด บริษัทย่อยเครือดิทโต้ รองรับงานโครงการภาครัฐ เช่น โครงการท้องฟ้าจำลอง พิพิธภัณฑ์ อควาเรียม ศูนย์เรียนรู้วิทยาศาสตร์ โครงการบริหารจัดการน้ำ และบริหารจัดการขยะด้วยเทคโนโลยีระดับสูง
กลุ่มที่ 3 กรีนเทค เป็นกลุ่มใหม่ ดูแลโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์ทาง “คาร์บอนเครดิต” ปัจจุบันมีพื้นที่ได้รับอนุญาตให้ปลูกป่าชายเลนทั่วประเทศกว่า 2 หมื่นไร่ จากตั้งเป้าหมายจะปลูกให้ถึง 1 แสนไร่ ภายใน 10 ปี โดยบริษัทได้รับอนุญาตเช่าพื้นที่เป็นเวลา 30 ปี โดยผลผลิตที่ได้ บริษัทได้ 90% ทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ 10% โครงการนี้จะได้ทั้งประโยชน์เรื่องคาร์บอนเครดิตแล้ว ชุมชนได้ประโยชน์จากความอุดมสมบูรณ์และระบบนิเวศด้วย
กลุ่มที่ 4 เป็นกลุ่มธุรกิจบริการเครื่องเช่าเอกสาร เครื่อง POS และไดรฟ์ทรู โดยมีสตาร์บัคส์ เคเอฟซี เบอร์เกอร์คิง อื่นๆ เป็นลูกค้าหลัก
คุณกอล์ฟชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีของทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจ เพราะตอนนี้มี พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2565 ออกมา มันเป็นการกระตุ้นให้ทุกองค์กรต้องเปลี่ยนจากกระดาษเป็นดิจิทัล ยิ่งเป็นหน่วยงานที่ให้เซอร์วิสประชาชน ต้องเปลี่ยนทั้งหมด โดยเฉพาะหน่วยงานพื้นฐานที่ต้องเก็บข้อมูลหรือให้บริการประชาชน ไม่ว่าจะสาธารณสุข มหาดไทย การศึกษา รัฐสภา หรือหน่วยงานท้องถิ่น อบต. อบจ. ต้องพร้อมเป็นดิจิทัล “ผมมองว่าเรายังขยายไปได้อีกมาก จากส่วนกลางไปถึงพื้นที่ตามจังหวัด ตลาดนี้ยังใหญ่และมีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ไปพร้อมกับไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ บริษัทใหญ่เริ่มระวังตัวถูกแฮก จึงมองหาระบบการป้องกัน ไม่แค่เพิ่มชั้น firewall (รั้วบ้าน) แต่เพิ่มระบบตรวจสอบและป้องกันภายใน อีกไม่เกิน 3 ปีจากนี้กลุ่มพวกนี้จะเริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้น ระบบเฝ้าระวังแบบการตรวจสอบมันเหมือนการมองกล้องวงจรปิดแบบ
เรียลไทม์ และไม่ใช่มองแค่กล้องอาจดูในรายละเอียดเลย ต่อไปมีระบบคลาวด์ที่ on-cloud ช่วยเรื่องไซเบอร์ คือรับหน้าที่ในการเฝ้าระวังและเตือนภัยการบุกโจมตี”
ขณะเดียวกัน บทเรียนในอดีตให้กลั่นกรองธุรกิจในโลกอนาคต แล้วเปลี่ยนไปตาม จึงเป็นที่มาของการปูทางการปลูกป่าชายเลน “จากศึกษาข้อมูลพบว่า ป่าชายเลนดูดซับคาร์บอนทั้งบกและน้ำมากกว่าป่าบกทั่วไปประมาณ 10 เท่า ไม่แค่รองรับมาตรฐานโลกผลักดันเรื่องลดภาวะโลกร้อนในการค้าหรือลงทุน เท่านั้น จะเร่งสร้างคาร์บอนเครดิต เครดิตประเภทหนึ่งที่มูลค่าสูงในอนาคต ตอนนี้เราปลูกป่าพอ 3 ปีโต สมมุติว่าเราตั้งเป้า 100,000 ไร่ ถ้าในปีที่ 3 เราตรวจได้ 100,000 ไร่ และป่าชายเลนให้ผลดีกว่า 10 เท่าหมายความว่าเราจะมีคาร์บอนเครดิตประมาณ 1,000,000 ตันคาร์บอนต่อปี แค่ล้านตันที่ยุโรปตอนนี้ขาย 1 ตันคาร์บอน 90 ยูโร เกือบ 3,000 บาท ที่พม่าต่างชาติแห่เข้าไปลงทุนและทำเป็นกองทุน ขายคาร์บอนเครดิตได้ตันละ 42 เหรียญแล้ว เรามีแผนใช้ค้ำประกันสินทรัพย์ดิจิทัลได้กำลังรออนุมัติใบอนุญาต”
เมื่อถามถึงธุรกิจกลุ่มที่ 5 ยืนกลับมาว่า เริ่มต้นแล้ว ทำเกี่ยวกับการเป็นคอนซัลต์ออกแบบตึก คุมตึก คุมอาคาร คุมถนน คุมรถไฟฟ้า คุมสนามบิน เป็นต้น เป็น data engineering อยู่ในแพลตฟอร์มสามารถดูได้ 24 ชม. ธุรกิจทั้งหมดนั้นมาพร้อมกับความหวังดันรายได้สะสมเพิ่มอีกเท่าตัว เป็นหมื่นล้านในระยะ 5 ปีข้าง เทียบ 5 ปีที่ผ่านมา ทำรายได้สะสมเกือบ 5 พันล้านบาท
ไม่แค่ด้านธุรกิจที่ต้องเปลี่ยนแปลง การใช้ชีวิตประจำวันของคุณกอล์ฟก็เปลี่ยนไป เมื่อภรรยา (คุณพลอย-ปาณิสรา) ให้กำเนิดลูกแฝด 3 คน คือ ด.ช.ธีป์ ด.ช.คิน และ ด.ญ.แพม
“งานอดิเรกหลักของผม ตอนนี้คือเลี้ยงลูกแฝด 3 อายุ 3 ขวบ ที่กำลังแย่งกันพูด เสาร์-อาทิตย์ให้เวลาทั้งหมด จากเคยชอบอ่านนิยายจีน เพราะอ่านแล้วได้ปรัชญาการใช้ชีวิต คุณธรรม มิตรภาพ แต่ก็ไม่ติดจนหยุดไม่ได้เหมือนน้าเขยผมติดมาก สมัยก่อนผมนั่งอ่านการ์ตูน เคยสงสัยว่าคนอ่านการ์ตูนจะไปสนุกตรงไหน แต่พอมาอ่าน โอ้โห การอ่านหนังสือในหัวจะจินตนาการไปไกลกว่าดูทีวี”
คุณกอล์ฟคืออีกหนึ่งตัวอย่างของผู้บริหารวัย 40 ปี
กับการโต้คลื่นกลางมรสุม ที่อาจถูกดิสรัปต์ได้ตลอดเวลา !!
นวลนิตย์ บัวด้วง

