“บิ๊กอสังหา” ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่ ชี้ “นายก-ทีมศก.” คีย์แมนหลัก ต้องมากบารมี-มือถึง

12.02.23 | 22:41 น.

“บิ๊กอสังหา” ฝากการบ้านรัฐบาลใหม่ ชี้ “นายก-ทีมศก.” คีย์แมนหลัก ต้องมากบารมี-มือถึง

ประเทศไทยกำลังนับถอยหลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ขณะที่บรรดาพรรคการเมืองไม่ว่าหน้าเก่า หน้าใหม่ เริ่มหาเสียง ขายนโยบายกันคึกคัก

ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขัน ที่แต่ละพรรคงัดออกมาชูโรงเรียกคะแนนเสียง มีเสียงสะท้อนจากภาคเอกชน อยากจะฝากการบ้านถึงรัฐบาลเก่าและรัฐบาลใหม่

จี้กู้ชีพเอสเอ็มอี-ปลดล็อกแรงงานต่างด้าว

โดยนายอธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลใหม่ทำคือเน้นนโยบายที่ให้ความสำคัญการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของภาคธุรกิจ

เรื่องแรกที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอ็สเอ็มอี เพราะเป็นภาคธุรกิจมีผู้ประกอบการและการจ้างงานมากที่สุดในประเทศ ซึ่งได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรงตลอดช่วงโควิดจนมาถึงปัจจุบัน จากภาระหนี้สินที่ยังคงอยู่

Advertisement

ขณะที่การหารายได้ใหม่เพิ่มยังมีปัญหา ซึ่งรัฐบาลต้องเปลี่ยนแปลงข้อจำกัดเดิม ผ่อนปรน ปรับปรุงแก้ไขเงื่อนไขต่างๆให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายมากขึ้น เพราะหากจะใช้หลักการปกติไปแก้จะแก้ไม่ได้ รวมถึงส่งเสริมให้มีช่องทางการหารายได้เพิ่ม เช่น ออนไลน์

เรื่องที่สองเร่งแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าว เนื่องจากประเทศไทยยังต้องอาศัยแรงงานต่างด้าว ซึ่งภาคเอกชนมีข้อเสนอแนะไปแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบรับจากภาครัฐ โดยเสนอปลดล็อกให้ต่างด้าวเข้ามาทำงานได้อย่างถูกกฎหมายมากขึ้น เพราะปัจจุบันพบว่ายังมีแรงงานต่างด้าวที่เข้ามายังผิดกฎหมายอยู่จำนวนหนึ่ง

เนื่องจากการนำเข้าแรงงานมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ซึ่งนายจ้างมีค่าใช้จ่ายต่อหัวไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท ยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายที่ต่างด้าวต้องจ่ายเองอีก และเมื่อเข้ามาแล้วก็มีการเปลี่ยนนายจ้าง หลังมีผู้ให้ข้อเสนอที่ดีกว่า จึงทำให้นายจ้างต้องไปนำเข้าแบบไม่ถูกต้องตามกฎหมายแทน เพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่า

“ปัจจุบันที่เราอยู่ได้ เพราะต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าว แต่จะทำยังไงให้แรงงานต่างด้าวเข้ามามีต้นทุนต่อหัวสมเหตุสมผล สะดวก ไม่ต้องลักลอบ และต้องคุ้มครองสิทธิของนายจ้างด้วยตามกฎหมาย ไม่ให้เสียเปรียบเมื่อมีการเปลี่ยนนายจ้างได้เรื่อยๆ”

ทั้งนี้การที่แรงงานขาดเพราะไปจำกัดนำเข้าแค่ 4 ประเทศ คือ ลาว กัมพูชา เมียนมา เวียดนาม จึงขอให้รัฐบาลขยายประเทศเพิ่ม ประกอบกับมีบางธุรกิจที่ต้องการแรงงานมีฝีมือ ได้ภาษาอังกฤษ อย่างโรงแรม ซึ่งฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ศรีลังกา มีภาษาอังกฤษที่ดี ก็ควรจะให้นำเข้าได้และค่าแรงก็ถูกด้วย

แนะรักษาเสถียรภาพการเงิน-ค่าไฟ-ค่าแรง

เรื่องที่สาม รัฐบาลต้องหาวิธีการฟื้นฟูดูแลให้ภาคการเงินมีเสถียรภาพ จากปัจจุบันทั้งเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ผลักดันทำให้ต้นทุนธุรกิจต่างๆสูง ราคาสินค้าเพิ่ม สวนทางกับรายได้ประชาชนยังเท่าเดิม ขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทให้มีเสถียรภาพ รวมถึงค่าไฟ ราคาน้ำมัน ที่สูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต และจะส่งผลต่อขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศจะสู้คู่แข่งไม่ได้ อย่างเวียดนามที่ค่าไฟไม่ถึง 2 บาทต่อหน่วย ค่าแรงไม่ถึง 200 บาท เป็นต้น

“ค่าไฟแพงรัฐก็ต้องเข้าไปดู ไม่ใช่ปล่อยให้หน่วยงานด้านการไฟฟ้าบริหารจัดการกันเอง ต้องมีการวางแผนตั้งรับล่วงหน้า ไม่ใช่ถึงเวลาปล่อยไปตามธรรมชาติจะขึ้นก็ต้องขึ้น ส่วนค่าแรงการจะกำหนดนโยบายหาเสียงให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 600-700 บาท ก็ต้องคิดให้รอบคอบ เพราะถ้าต้นทุนต่างๆเราขึ้นหมด แล้วใครจะมาลงทุน และที่สำคัญเรามีการเซ็นเอฟทีเอกับประเทศคู่ค้าไม่ถึง 10% ขณะที่เวียดนามเซ็นไปเกือบจะทั่วโลกแล้ว ทำให้คนที่มาลงทุนในไทยเสียเปรียบ เพราะส่งออกแล้วไม่ได้รับการยกเว้นภาษีของประเทศคู่ค้า ซึ่งการเซ็นกว่าจะเสร็จใช้เวลา 3-5 ปี ทำให้เราเสียประโยชน์ไปหมดทุกเรื่อง รัฐบาลใหม่ต้องเข้ามาเร่งแก้ปัญหานี้”

เสนอขยายเวลาต่างชาติเช่าอสังหา 50 ปี

สำหรับข้อเสนอของภาคธุริจอสังหาริมทรัพย์ ขอให้รัฐบาลใหม่ขยายระยะเวลาการเช่าอสังหาริมทรัพย์ จาก 30 ปี เป็น 50ปี หรือ 60ปี เพื่อดึงดูดต่างชาติเข้ามาลงทุนและมีที่อยู่อาศัยระยะยาว ซึ่งวิธีนี้ไม่ถือเป็นการขายชาติ เพราะกรรมสิทธิ์ยังอยู่กับคนไทย

ส่วนมาตรการบรรเทาภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งที่ผ่านมาเคยเสนอขอให้จ่ายแบบขั้นบันได ไม่มีเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มสำหรับผู้ที่ยังค้างชำระ เนื่องจากภาคธุรกิจหรือประชาชนยังได้รับผลกระทบจากโควิด แต่สุดท้ายรัฐบาลก็ไม่ได้ให้ตามที่เสนอขอไป

ขณะที่ค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองนั้น ในปี2566 รัฐบาลยังคงลดให้ แต่ไม่เหมือนเดิมเหมือนทุกปี คือค่าธรรมเนียมโอนเหลือ 1% และจดจำนองเหลือ 0.01% ซึ่งมาตรการด้านอสังหาฯที่รัฐบาบออกมา ไม่ได้มองในภาพใหญ่ มองเฉพาะเรื่องรายได้ จึงไม่ได้ทำให้มีการขยายฐานภาษีเพิ่ม

ขอนายกฯ-ทีมเศรษฐกิจที่มือถึง

“ตอนนี้ภาคเอกชนคงต้องรอดูหน้าตาของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ถ้าออกมาแล้วมีเสถียรภาพ ประชาชนและต่างประเทศยอมรับ ก็ทำงานได้ง่าย แต่ถ้าออกมาแล้วหน้าตาไม่ค่อยดี โดยเฉพาะรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ถูกวางตัวดูแลเศรษฐกิจ ถ้ามือไม่ถึง ไม่มีโปรไฟล์แก้ปัญหาเศรษฐกิจมาก่อน ก็จะไม่เกิดความศรัทธา ความหวังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าขึ้นอยู่กับรัฐบาลใหม่ รวมถึงปัจจัยภายนอกประเทศด้วย “

ทั้งนี้การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คีย์แมนสำคัญคือนายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องเป็นนักธุรกิจ แต่ต้องเป็นคนมีบุคลิกลักษณะเป็นผู้มีบารมีที่สามารถนำคณะรัฐมนตรี(ครม.)ทำงานได้ ไม่ใช่ขึ้นมาแล้วมีจุดอ่อนหรือครม.ไม่ค่อยศรัทธา โดยส่วนตัวคิดว่าประเทศไทยคงไม่ได้ด้อยขนาดหาคนมาเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ขณะเดียวกันพรรคร่วมรัฐบาลที่จะมาฟอร์มทีม ต้องมีเสถียรภาพ จัดตั้งคนมีฝีมือมาทำงาน ไม่ใช่แก่งแย่งเก้าอี้รัฐมนตรีเพื่อประโยชน์ทางการเมือง และไม่แต่งตั้งตามระบบโควต้าส.ส.มีอยู่ในมือ

ด้านทีมเศรษฐกิจต้องมองภาพเศรษฐกิจเชิงรุก ทำยังไงให้ประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น เพราะธุรกิจหรือเศรษฐกิจของไทยขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนอยู่แล้ว ต้องส่งเสริมภาคเอกชนให้แข็งแรง เร่งกำลังการผลิต สร้างรายได้ให้แข็งแกร่งมากขึ้น

รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนมีกำลังซื้อในประเทศมากขึ้น เพราะปีนี้รายได้การส่งออกจะลดลง จึงต้องอาศัยการพึ่งพา การลงทุน การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลต้องไม่หลงทาง ขณะเดียวกันภาครัฐก็ต้องผลักดันการลงทุนออกมาในหลากหลายรูปแบบมากขึ้น หากรัฐไม่มีงบประมาณเพียงพอ เช่น ให้เอกชนร่วมลงทุน หรือตั้งกองทุนอินฟราสตรัคเจอร์ฟันด์

จวกอย่าหาเสียงจนลืมงานประจำ

“ถามว่าจะเกิดสุญญากาศการลงทุนหรือไม่ช่วงที่กำลังมีการเลือกตั้ง ขึ้นอยู่กับสปิริตของรัฐบาล ปัจจุบันอย่าละทิ้งหน้าที่ของตัวเอง เพื่อไปหาเสียง หรือโจมตีกันไปมา จนร่วมมือกันไม่ได้ระหว่างรอการเลือกตั้ง เพราะจะทำให้ข้าราชการวางตัวไม่ถูก ทำให้งานเดินช้าหรือเป็นเกียร์ว่างได้ ซึ่งฝ่ายการเมืองต้องแยกแยะให้ถูก เพราะยังไม่หมดภาระหน้าที่ ส่วนการหาเสียงก็ว่ากันไป แต่ต้องไม่ทิ้งงานประจำ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นจะทำให้ใครจะนำเสนอโครงการอะไรคงจะไม่ได้รับการพิจารณา”

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้ประเมินว่ามีสัญญาณน่าจะดีขึ้น จากการที่โควิดคลี่คลาย การท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างชัดเจน มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามากขึ้นหลังเปิดประเทศ จะส่งผลดีต่อธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น โรงแรม การบริการ เกิดการจ้างงาน คนมีรายได้มากขึ้น ทำให้เกิดบรรยากาศการฟื้นตัว

ส่วนธุรกิจอื่นที่ได้อานิสงส์ไปด้วย เช่น อสังหาฯ เมื่อต่างชาติเข้ามามาก เป็นโอกาสของตลาดคอนโดมิเนียม บ้านพักตากอากาศ ออฟฟิศให้เช่า เซอร์วิสอพาร์ทเมนต์ คึกคักตามไปด้วย ส่วนจะดีขึ้นมากหรือน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นด้วย เช่น ค่าเงินบาท เงินเฟ้อ ต้นทุนสินค้า ราคาพลังงาน ที่อาจจะทำให้การท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศชะลอตัวได้