ลุ้นเฮค่าไฟต่ำ 5 บ. พลังงานชี้อานิสงส์แอลเอ็นจีวูบ ดีเซลก็ลดเฉียด 1 บ. ขณะที่ พณ.ลุยเช็กนอมินีทั่ว ปท.
เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2566
โดยนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมว่า ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวตลาดจร (สปอต แอลเอ็นจี) ขณะนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 15-16 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู หากราคายังลดลงต่อเนื่องจะทำให้การพิจารณาค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) งวดใหม่ (พฤษภาคม-สิงหาคม 2566) อาจต่ำกว่า 5 บาทต่อหน่วย และจะเป็นอัตราเดียว จาก กพช.มติเดิมกำหนดให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำหนด 2 อัตราในงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 คือประเภทบ้านที่อยู่อาศัยค่าไฟเฉลี่ยรวมที่ 4.72 บาทต่อหน่วย และประเภทอื่นๆ (ธุรกิจ อุตสาหกรรม บริการ ฯลฯ) 5.33 บาทต่อหน่วย
“งวดเดือนมกราคม-เมษายน 2566 กพช.กำหนดให้ดูแลค่าไฟกลุ่มครัวเรือนก่อน โดยให้ใช้ก๊าซอ่าวไทยที่ถูกกว่าเนื่องจากเมื่อช่วงปลายปี 2565 ราคาแอลเอ็นจีสูงมาก 40-47 เหรียญต่อล้านบีทียู เพราะอากาศประเทศตะวันตกหนาว แต่เวลานี้แอลเอ็นจีลดลงมาก คาดว่าบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะได้ซื้อได้ในราคา 18-20 เหรียญ อาจไม่ได้ 15-16 เหรียญ แต่ก็ถือว่าถูกอยู่ดี เมื่อเป็นเช่นนี้งวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2566 ก็ไม่จำเป็นต้องกำหนด 2 อัตรา นอกจากนี้ อาจจะต่ำกว่า 5 บาทต่อหน่วยได้ แต่ต้องดูปัจจัยอื่นๆ อย่างใกล้ชิดด้วย” นายกุลิศกล่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า จากมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ที่กำหนดลดราคาน้ำมันดีเซล 50 สตางค์ต่อลิตร มีผลวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ ล่าสุด กบน.กำลังพิจารณาราคาดีเซลตลาดโลกอีกครั้งเพราะพบว่าราคาลดลงต่อเนื่อง จึงมีโอกาสสูงที่ราคาขายปลีกดีเซลจะลดมากกว่า 50 สตางค์ต่อลิตร ส่วนจะถึง 1 บาทต่อลิตรหรือไม่ จากปัจจุบันอยู่ที่ 34.94 บาทต่อลิตร โดย กบน.จะพิจารณาสถานการณ์ราคาโลกโดยเฉพาะราคาดีเซลตลาดสิงคโปร์ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์อีกครั้ง หลังจากเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดีเซลสิงคโปร์ร่วงลง 3.14 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เหลือ 103.19 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ขณะที่ นายจิตรกร ว่องเขตกร รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) กล่าวว่า กรมอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลบริษัทที่มีการถือหุ้นโดยต่างชาติประมาณ 200 บริษัท ที่ถือหุ้นทั้งคนจีนและชาติอื่น ที่ให้บริการในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวใช้บริการสูง คือ เยาวราช ห้วยขวาง สัมพันธวงศ์ รัชดาภิเษก และยังมีแผนตรวจสอบประเทศประจำปี โดยเดือนกุมภาพันธ์นี้ได้สุ่มตรวจนอมินีกับบริษัทที่มีต่างด้าวถือหุ้นใน จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย รวม 30 จาก 50 บริษัท และเดือนมีนาคมนี้จะตรวจสอบจังหวัดในภาคใต้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึกประมาณ 100 ราย หากพบว่ากระทำผิดจะส่งดำเนินคดี
นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้กำชับไปพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศเข้มงวดการตรวจสอบบริษัทที่มีต่างด้าวถือหุ้น ป้องกันการฝ่าผืนกฎหมายผู้ประกอบการต่างด้าว

