หน้าแรก เศรษฐกิจ “ทีทีบี”คาดสิ...

“ทีทีบี”คาดสินเชื่อโต 3% หนี้เสียที่ 2.9% ชู 3 กลยุทธ์หนุนดิจิทัลแบงก์สู่ท็อป 3

14.02.23 | 14:37 น.

ทีทีบีคาดเสินเชื่อโต 3% หนี้เสียไม่เกิน 2.9% พร้อมชู 3 กลยุทธ์หนุนดิจิทัลแบงก์สู่ท็อป 3

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต หรือทีทีบี เปิดเผยว่า สำหรับเป้าหมายทางการเงินในปี 2566 ธนาคารตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อที่ระดับ 3% โดยมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ที่ 2.9% จากสิ้นปีก่อนที่ 2.7% โดยแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นหลังจากมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) หมดลง ซึ่งอาจทำให้มีลูกหนี้จำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

ดังนั้น ธนาคารต้องเตรียมรับมือกับลูกค้าที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารได้บริหารจัดการเตรียมพร้อมรับมือเรื่องนี้มาเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา จากการรวมกิจการ จึงคาดว่าธนาคารอาจไม่ต้องตั้งสำรองในจำนวนมาก

สำหรับเป้าหมายการเติบโตสินเชื่อในปีนี้ ธนาคารคาดว่าจะเติบโต 3% แต่ไม่ได้อยู่ในเป้าหมายของธนาคารเนื่องจากไม่มีผลต่อกำไร และถ้าสินเชื่อเติบโตมากเกินไป ก็จะทำร้ายประเทศชาติ ทำให้คนเป็นหนี้มากขึ้น และไม่ได้ทำให้ลูกค้าดีขึ้นนายปิติ กล่าว

นายปิติ กล่าวว่า ตั้งแต่ธนาคารรวมกิจการแล้วเสร็จ ทีเอ็มบีธนชาตได้ส่งมอบชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าผ่านโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์และเป็นประโยชน์ อาทิ การได้ช่วยให้คนไทยกว่า 2 ล้านคนได้มีความคุ้มครองชีวิตและค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุฟรี ผ่านบัญชี ttb all free และได้ช่วยลูกค้าที่มีหนี้ทำการรวบหนี้ (Debt Consolidation) เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง แม้เพิ่งเริ่มต้นแต่ได้มีลูกค้าร่วมโครงการราว 2,000 ราย ช่วยทำให้คนเหล่านี้ประหยัดเงินจากดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายรวมเป็นเงินกว่า 270 ล้านบาท

นอกจากนี้ สำหรับปี 2566 ยังคงเป็นปีแห่งความท้าทายอันเนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่จากความพร้อมของธนาคารที่สะท้อนได้จากความสำเร็จทั้งในแง่ธุรกิจ และการสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้ลูกค้าของธนาคารที่ผ่านมา ถือเป็นสิ่งชี้วัดว่าธนาคารได้ดำเนินการมาถูกทาง หลังจากนี้ ยังคงมุ่งสานต่อพันธกิจ ด้วยการสร้างThe Next REAL Change เดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายในรูปแบบใหม่อีกครั้ง ภายใต้กลยุทธ์หลัก3 เรื่อง ได้แก่

Advertisement

1.Synergy Realization : การนำจุดแข็งและความแข็งแกร่งจากการรวมกิจการมาต่อยอดพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ลูกค้า

หลังรวมกิจการกว่า 10 ล้านราย โดยปีนี้จะต่อยอดจุดแข็งของกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปสู่สินเชื่อรถแลกเงิน (ttb cash your car) สินเชื่อบ้านแลกเงิน (ttb cash your home) สินเชื่อ ttb payday loan และกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถ ซึ่งโซลูชันเหล่านี้นอกจากจะมีฟีเจอร์ที่โดดเด่นแล้ว ยังจะสามารถช่วยเหลือลูกค้าที่ประสบปัญหาสภาพคล่องภายใต้เศรษฐกิจผันผวนของปีนี้ได้ด้วย

2.Digitalization : ธนาคารมุ่งยกระดับและขยายขีดความสามารถของ ttb touch ให้ตอบโจทย์ลูกค้า ซึ่ง ttb touch เวอร์ชันใหม่ได้เปิดตัวไปเมื่อไตรมาส 2/2565 และได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างมาก จำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 46% และจำนวนรายการธุรกรรมบนแอพพ์เติบโตขึ้น 25% และสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงโปรโมชันต่างๆ ให้ลูกค้าแบบ 1 ต่อ 1 หรือ Segment-of-One และธนาคารจะเดินหน้าพัฒนาองค์กรให้เป็น Digital-First Experience เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมส่วนใหญ่ได้เองผ่าน ttb touch มาเป็น Digital Only ขณะที่พนักงานสาขาจะมีบทบาทสำคัญในการเป็น Trusted Advisor ให้คำปรึกษา แนะนำและให้บริการลูกค้าบนผลิตภัณฑ์และบริการที่ซับซ้อน

เราตั้งเป้าจะเป็น TOP 3 ดิจิทัลแพลตฟอร์มใน 3-5 ปี ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย โดยสิ่งที่จะทำให้ขึ้นไปสู่ระดับนั้นได้จะเริ่มต้นจากการทำสิ่งที่มีความหมายกับลูกค้า และจะนำพาไปสู่มาร์เกตแชร์เอง เราจะไม่เริ่มต้นจากมาร์เกตแชร์เพราะจะนำพาไปสู่การแข่งขันด้านราคา หรืออื่นๆ ที่ไม่ยั่งยืนนายปิติ กล่าว

และ 3.Ecosystem Play : การสร้างชีวิตทางการเงินของลูกค้าบัญชีเงินเดือน มีรถ มีบ้านให้ดีขึ้นรอบด้าน ซึ่งเป็น 3 กลุ่มหลักที่ธนาคารมีความเชี่ยวชาญและมีฐานลูกค้าเป็นแต้มต่อ โดยธนาคารจะต้องเข้าไปอยู่ในชีวิตของลูกค้าตลอด Journey และช่วยให้ชีวิตของลูกค้าสามารถบริหารจัดการเรื่องสำคัญได้อย่างรอบด้าน โดยมี ttb touch เป็นตัวขับเคลื่อนให้ลูกค้าบริหารจัดการชีวิตได้อย่างครบวงจร

โจทย์ของเรายังเป็นโจทย์เดิมคือ ทำอย่างไรให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น โดยให้เขารู้จักและนำเสนอผลิตภัณฑ์การเงินที่ฉลาดออม รอบรู้เรื่องกู้ยืม ลงทุนเพื่ออนาคต และมีความคุ้มครองเพื่ออุ่นใจ ผ่าน 3 กลยุทธ์ดังกล่าวนายปิติ กล่าว

ทั้งนี้ เรื่องการจัดตั้งธนาคารไร้สาขา (เวอร์ชวลแบงก์) ธนาคารไม่มีแผนที่จะจัดตั้งแต่จะนำพาธนาคารไปสู่เวอร์ชวลแบงก์อยู่แล้ว โดยจะต้องนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นเวอร์ชวลโปรดักซ์ในช่องทางดิจิทัล แต่การใช้คนยังมีความจำเป็นอยู่ในธุรกรรมที่มีขนาดใหญ่หรือซับซ้อน ดังนั้น การโยกธุรกรรมที่ไม่จำเป็นต้องใช้มนุษย์ไปสู่ช่องทางดิจิทัล เพื่อการบริหารจัดการด้านต้นทุนที่ดี นั่นคือเวอร์ชวลแบงก์ในความหมายของธนาคารและที่กำลังทำอยู่

เท่าที่เห็นในประเทศที่มีเวอร์ชวลแบงก์แล้ว ปัจจุบันรายที่รอดยังมีน้อย เพราะเขาต้องเริ่มจากจำนวนลูกค้าที่เป็นศูนย์หรือมีจำนวนไม่มากนัก เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ที่เป็นอยู่นายปิติ กล่าว

ดังนั้น ในช่วงแรกจะต้องใช้ทุนเยอะเพื่อสร้างฐานลูกค้าซึ่งถ้าสายป่านไม่ยาวก็ยากที่จะอยู่ไปถึงจุดนั้น โดยเวอร์ชวลอบงก์ที่เกิดขึ้นและเสถียรแล้วในปัจจุบันจะมีต้นทุนประมาณ 30% กลางๆ อันนี้เป็นโจทย์ที่สำคัญของแบงก์ที่จะต้องบริหารต้นทุนให้สามารถต่อสู้กับกลุ่มนี้ได้ แม้ปัจจุบันอาจจะยังไม่มากราย แต่ต้องเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมความพร้อมไว้