คิดเห็นแชร์
ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 4/65 โตต่ำคาด
แต่ยังมีข้อดีซ่อนอยู่
บทความ “คิด เห็น แชร์” นี้ ผมจะหยิบยกมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ต่อการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/65 ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ไตรมาส 4/65 เติบโตราว +1.4% เทียบปีก่อน แต่ติดลบจากไตรมาส 3/65 ถึง -1.5% เทียบรายไตรมาส ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก โดยตลาดคาดการณ์ตัวเลข GDP ไตรมาส 4/65 ไว้ที่ราว +3.6% เทียบปีก่อน ทั้งนี้เมื่อพิจารณาในองค์ประกอบของตัวเลข GDP ไตรมาส 4/65 จะพบว่า มีทั้งส่วนที่ดีและแย่ปนกัน
โดยภาคการบริโภคดีมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ถูกถ่วงด้วยการเพิ่มขึ้นของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เนื่องจากหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงมาก ส่วนภาคต่างประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้นชัดเจนและจะดีขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากภาคการท่องเที่ยวที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันแม้ว่าปริมาณการส่งออกสินค้าจะชะลอตัวลงก็ตาม แต่ยังมีสัญญาณที่ดีคือดุลการค้าและบริการของไทยในไตรมาส 4/65 พลิกกลับมาเป็นบวกครั้งแรก ในรอบ 7 ไตรมาส ทั้งนี้สำหรับองค์ประกอบในตัวเลข GDP ไตรมาส 4/65 ที่หดตัวลง และส่งผลให้ GDP ไตรมาส 4/65 ต่ำกว่าคาด คือ การใช้จ่ายภาครัฐ และการผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวลงแรงกว่าที่คาด ซึ่งการใช้จ่ายภาครัฐที่ลดลงมากเป็นผลมาจากการลดลงของค่าใช้จ่ายสำหรับกรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกองทุนประกันสังคม ขณะที่ภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่หดตัวลงแรงกว่าคาดเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตสินค้าเพื่อส่งออก
ในภาพรวม จากตัวเลขเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 4/65 ที่ต่ำกว่าคาด ได้สะท้อนเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ โดยเห็นได้จาก การส่งออกสินค้าและการผลิตภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็น 2 กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกโดยตรง ดังนั้น แม้ว่าการบริโภคในประเทศจะฟื้นตัวแล้ว แต่หากภาคการส่งออกที่เป็นอีกเครื่องยนต์สำคัญของไทยต้องสะดุดตัวลง เนื่องจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก อาจทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2566 ในภาพรวม จะต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ และทำให้หน่วยงานและสถาบันต่างๆ ต้องมีการปรับลดประมาณการฯลง ตามที่สภาพัฒน์ได้ทำการปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2566 ลงมาเป็นกรอบ 2.7-3.7% (หรือเฉลี่ย 3.2%) ลดลงจากคาดการณ์กรอบ 3.0-4.0% (หรือเฉลี่ย 3.5%) ซึ่งจะกระทบต่อการปรับสมมุติฐานในประมาณการ บริษัทจดทะเบียนของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ตามมา โดยเฉพาะในช่วงของการรายงานผลประกอบการประจำปี 2565 (เดือน ก.พ.) และจะตามมาด้วยการประชุมนักวิเคราะห์ (ก.พ.-มี.ค.) ที่จะเป็นช่วงฤดูกาลของการปรับปรุงสมมุติฐานต่างๆ สำหรับปี 2566 ด้วยเหตุปัจจัยลบต่างๆ ในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. พร้อมทั้งการทยอยจ่ายปันผลประจำปี 2565 ในช่วงเดือน มี.ค.-พ.ค.นี้ จะเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นไทยให้เกิดการปรับฐานระยะสั้น
หากเรานำข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจไทยและแนวโน้ม มาประกอบการพิจารณากลยุทธ์การลงทุน การพักฐานระยะสั้นที่จะเกิดขึ้นดังที่ผมวิเคราะห์ข้างต้น อาจจะเป็นโอกาสสำหรับการทยอยลงทุนในตลาดหุ้น เนื่องจากผมประเมินว่ามีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทย จะเริ่มฟื้นตัวในช่วงกลางปีนี้ จากปัจจัยต่างๆ อาทิ 1.การเลือกตั้งทั่วไปที่จะหนุนการใช้จ่ายและความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ 2.ประเมินจะเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของการส่งออกสินค้าในช่วง ไตรมาส 2/66-ไตรมาส 3/66 เนื่องจากคาดว่าผู้ประกอบการในต่างประเทศมีโอกาสที่จะเริ่มทยอยสั่งซื้อสินค้าเพื่อเติมสต๊อกในคลังสินค้าอีกรอบ หลังจากการเปิดประเทศของรัฐบาลจีน 3.ภาคการท่องเที่ยวและบริการของไทยคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2566 และ 4.ราคาสินค้าและบริการทั้งในประเทศและต่างประเทศมีโอกาสที่จะทยอยลดลงตลอดปี 2566
อย่างไรก็ดีปัจจัยเสี่ยงที่ยังต้องพิจารณาสำหรับการลงทุนในปี 2566 นี้ ก็คือสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเสี่ยงจะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในบางประเทศ และเราเริ่มเห็นสัญญาณเตือนจากตัวเลขการส่งออกสินค้าในไตรมาส 4/65 แล้ว ว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกอาจมาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้เช่นกัน

