“ต่างชาติ” แห่ช้อปคอนโดไทยเฉียด 6 หมื่นล้าน สูงสุดในรอบ 5 ปี “จีน”ครองตลาดเหนียวแน่น
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) เปิดเผยว่า ภาพรวมสถานการณ์การโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้คนต่างชาติทั่วประเทศถึงสิ้นปี 2565 มีจำนวน 11,561 หน่วย มูลค่า 59,261 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2564 มีจำนวน 8,199 หน่วย และมูลค่า 39,227 ล้านบาท และเป็นยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่สูงที่สุดในรอบ 5 ปี นับจากปี 2561 แสดงให้เห็นว่าตลาดยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องถึงปี 2566 ซึ่งสัญญาณเริ่มปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่เมื่อไตรมาส 4 ของปี 2565
“ตลาดต่างชาติมีสัดส่วนการโอนอยู่ที่ 10% พบว่ากลุ่มหลักมาซื้อคอนโดในไทย ยังคงเป็นชาวจีนถึง 60% แม้จะหายไปช่วงโควิดที่ทำให้สัดส่วนลดลงอยู่ที่ 50% แต่หลังจีนเปิดประเทศเริ่มกลับมาบ้างแล้ว ซึ่งน่าจะเห็นชัดเจนขึ้นในครึ่งปีหลังเป็นต้นไป รองลงมาเป็นกลุ่มรัสเซีย ยุโรป ฝรั่งเศส และกลุ่มประเทศอาเซียน ได้แก่ เมียนมา กัมพูชา ลาว เวียดนาม อินเดีย มาเลเซีย โดยพื้นที่ที่นิยมซื้อยังเป็นกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา“ นายวิชัยกล่าว
นายวิชัยกล่าวว่า ทั้งนี้จากการสอบถามผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ในช่วงที่ผ่านมามีหลายบริษัทที่ถูกลูกค้าต่างชาติยกเลิกการโอนกรรมสิทธิ์ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนการลงทุนลดลง โดยตลาดเช่าอยู่ที่ 3% เท่านั้นเมื่อเทียบกับประเทศอื่น จึงทำให้การซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อลงทุนในไทยได้รับความสนใจน้อยลง ขณะเดียวกันราคาคอนโดมิเนียมในไทยแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก
นายวิชัยกล่าวว่า อย่างไรก็ตามการที่จีนเปิดประเทศ แม้ตลาดจะกลับมาคึกคักขึ้น แต่อาจจะทำให้รูปแบบการซื้อคอนโดมิเนียมเปลี่ยนไป จากเดิมเคยซื้อเพื่อการลงทุน จะเป็นซื้อเป็นบ้านหลังที่สองเพื่ออยู่อาศัยเองมากขึ้น และจากการที่มีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาและตลาดให้เช่ากลับมา คาดว่าตลาดคอนโดมิเนียมน่าจะกลับมาฟื้นตัวในปี 2567 เนื่องจากในครึ่งปีแรกของปี 2566 ยังคงเป็นเรื่องของตลาดท่องเที่ยวเป็นหลักที่จะได้อานิสงส์ ส่วนตลาดอสังหาฯคงจะเป็นช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป
“หากรัฐบาลมีการโปรโมตเรื่องของการท่องเที่ยวอย่างเข้มข้นและให้วีซ่าระยะยาวกับต่างชาติ ซึ่งเท่าที่ทราบหลังเกิดเรื่องทุนจีนสีเทาทำให้รัฐชะลอการให้วีซ่าระยะยาวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ถ้าผ่อนปรนได้ จะส่งผลดีต่อตลาดอสังหาฯไปด้วย เพราะกำลังซื้อจากต่างชาติยังจำเป็นต่อตลาดอสังหาฯไทย ภายใต้สถานการณ์ที่กำลังซื้อในประเทศยังไม่แข็งแรงมากนัก“ นายวิชัยกล่าว

