โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯชื่นชมคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ ‘การบินไทย’ ส่งกำลังใจให้ผู้บริหาร-พนักงานการบินไทยทุกคนร่วมกันทำให้การบินไทยออกจากแผนฟื้นฟูได้ก่อนกำหนด ย้ำทำต่อไปให้ดีที่สุด ให้สมกับเป็นสายการบินแห่งชาติที่คนไทยภาคภูมิใจ
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูกิจการของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ขณะนี้การบินไทยดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดไปแล้วราว 70% ประกอบกับผลการดำเนินงานที่เป็นบวกต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 ซึ่งผู้บริหารการบินไทยมั่นใจว่าผลการดำเนินงานในปี 2566 ก่อนต้นทุนทางการเงิน ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) จะเป็นบวกมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเข้าเกณฑ์กำหนดของการยื่นขอออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ
นายอนุชากล่าวว่า ดังนั้น จะทำให้การบินไทยสามารถออกจากแผนฟื้นฟูกิจการก่อนเป้าหมายกำหนดในปลายปี 2567 และกลับเข้าซื้อขายหลักทรัพย์ภายในปี 2568 โดยนายกรัฐมนตรีขอบคุณและชื่นชมคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของ บมจ.การบินไทย ที่ได้กำกับเดินหน้าแผนฟื้นฟูกิจการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งขอบคุณผู้บริหาร ตลอดจนพนักงานของการบินไทยทุกฝ่ายทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำให้การบินไทยกลับมาแข็งแกร่ง สามารถออกจากแผนฟื้นฟูกิจการได้ก่อนเป้าหมายที่วางไว้
“ล่าสุดการบินไทยได้เผยถึงภาพรวมการดำเนินงานในปัจจุบัน มีอัตราบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ยประมาณ 80% และคาดว่าทั้งปี 2566 จะคงอยู่ในระดับ 80% ส่วนรายได้ในปีนี้คาดว่าจะเติบโตราว 40% จากปี 2565 ที่คาดการณ์รายได้ 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งเริ่มกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ที่การบินไทยมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 1.6-1.7 แสนล้านบาทต่อปี” นายอนุชาระบุ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ‘ชาญศิลป์’ โชว์ผลงานฟื้นฟูบินไทย เตรียมเครื่องบิน 90 ลำ รับธุรกิจฟื้น-ท่องเที่ยวขาขึ้น
- ‘บินไทย’ ปลื้มท่องเที่ยวฟื้น ดันรายได้ปีที่แล้วแตะ 9 หมื่นล. มั่นใจกลับมาซื้อขายหุ้นได้ในปี68
นายอนุชากล่าวด้วยว่า ด้านความสามารถทำการบิน ขณะนี้การบินไทยเริ่มกลับมาทำการบินคิดเป็น 65% ของเส้นทางบินทั้งหมด หากเทียบกับปี 2562 และมีแผนจะทยอยเปิดบินเพิ่มเติมต่อเนื่องในเส้นทางเอเชีย จีน ญี่ปุ่น และยุโรปในเมืองที่มีความนิยมสูง ซึ่งจะทำให้การบินไทยกลับมาเปิดบินคิดเป็น 80% ในปี 2568 นอกจากนี้ จากการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญของปริมาณความต้องการเดินทางในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2565 ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี 2566 ประกอบกับแผนเพิ่มเส้นทางและความถี่เที่ยวบินตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 ปี 2566 เป็นต้นไป การบินไทยจึงได้เปิดรับสมัครพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินกว่า 300 อัตราเมื่อเดือนมกราคม 2566 ที่ผ่านมา
“ขณะนี้การบินไทยกำลังพิจารณาเรื่องการจัดหาเงินทุนใหม่วงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาเปรียบเทียบแนวทางจัดหาเงินทุนใหม่ และรอประเมินสถานการณ์ทางการเงินว่ามีความจำเป็นต้องจัดหาเงินทุนมากน้อยเพียงใด เนื่องจากปัจจุบันการบินไทยมีกระแสเงินสดเข้ามาต่อเนื่อง ซึ่งนายกรัฐมนตรีรับทราบการดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูของการบินไทยมาโดยตลอด พร้อมชื่นชมการบินไทยที่เป็นองค์กรที่มีความสามารถในการแข่งขัน เสมือนเป็นทูตวัฒนธรรมที่ร่วมประชาสัมพันธ์ประเทศไทยมากว่า 60 ปี ผ่านการทุ่มเทการทำงานของบุคลากรจำนวนมาก
“ทั้งนักบิน พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน วิศวกร พนักงานภาคพื้น รวมทั้งพนักงานในส่วนอื่นๆ ของบริษัท นายกฯขอให้กำลังใจการบินไทย คณะผู้บริหารแผนฟื้นฟู ตลอดจนผู้บริหารและพนักงานการบินไทย ขอให้ทำต่อไปให้ดีที่สุดให้การบินไทยกลับมาดำเนินกิจการอย่างเต็มขีดความสามารถ สมกับที่เป็นสายการบินแห่งชาติที่คนไทยภาคภูมิใจ” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
ทั้งนี้ ปลายปี 2565 บมจ.การบินไทย รายงานผลการดำเนินการไตรมาส 3 ปี 2565 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงาน ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 3,920 ล้านบาท เทียบจากขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อน 5,310 ล้านบาท มีรายได้รวมทั้งสิ้น 32,860 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 582% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2564 ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่กว่า 30,000 ล้านบาท มาจากการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า
สาเหตุที่รายได้และกำไรเพิ่มขึ้นเนื่องจากธุรกิจการบินเริ่มฟื้นตัวหลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย ทำให้มีผู้โดยสารเดินทางมากขึ้น 77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 ที่มีเพียง 9% เท่านั้น ทำให้การบินไทยได้เพิ่มความถี่ในการบินมากขึ้นในหลายเส้นทาง
อย่างไรก็ตาม บริษัทและบริษัทย่อยมี EBITDA หลังหักเงินสดจ่ายหนี้สินตามเงื่อนไขสัญญาเช่าทั้งในส่วนของเครื่องบินและอื่นๆ เป็นกำไรจำนวน 6,181 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 ที่ขาดทุน 3,100 ล้านบาท ทั้งนี้ EBITDA สำหรับบริษัทมากกว่า 20,000 ล้านบาทในรอบ 12 เดือน คือเงื่อนไขหนึ่งในการออกจากแผนฟื้นฟู

