ต้นทุนวัตถุดิบ-พลังงานพุ่ง ฉุดกำไร “คาราบาวแดง” วูบ 21% กัดฟันตรึงราคาขาย 10 บาท
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2566 บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จากัด (มหาชน)หรือCBG ของ “เสถียร เสถียรธรรมะ ” แจ้งผลประกอบการปี 2565 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุในปี 2565 มีรายได้จากการขายรวม 19,215 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% เทียบจากปีก่อน โดยในจำนวนนี้เป็นรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ที่บริษัทดำเนินการผลิตภายใต้เครื่องหมายการค้าของตนเอง 12,591 ล้านบาท ลดลง 0.2% โดยในจำนวนนี้เป็นรายได้จากการขายในประเทศ 5,762 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% จาการเติบโตของเครื่องดื่มคาราบาวแดง และรายได้จากการส่งออกไปยังตลาดตลาดต่างประเทศ 6,829 ล้านบาท ลดลง 1% ซึ่งในกลุ่มประเทศCLMV มียอดขายเพิ่มขึ้น 5% โดยยอดขายในประเทศเวียดนามมีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 60% รวมถึงประเทศเมียนมาและกัมพูชา มียอดขายเติบโต 4% และ2% ตามลำดับ ขณะที่ประเทศอื่นๆปรับตัวลดลง เช่น จีนลดลง 36%
รายได้จากการขายในตลาดประเทศอังกฤษภายใต้การดำเนินงานของบริษัทย่อย Intercarabao Company Limited เพิ่มขึ้น 48% มาจากการออกสินค้ารสชาติใหม่ รวมถึงการออกรูปแบบบรรจุภัณฑ์แบบใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านร้านค้าในปั๊มน้ำมันเพิ่มขึ้นจากช่วงปลายปีก่อนหน้า

รายได้จากการรับจ้างจัดจาหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกอยู่ที่ 5,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% จากความหลากหลายและคุณภาพผลิตภัณฑ์ ประกอบกับประสิทธิภาพการกระจายผ่านช่องทางหน่วยรถเงินสดมากกว่า 300 คัน ซึ่งในปัจจุบันสามารถเข้าถึงร้านค้าได้มากกว่า 180,000 ร้านค้าทั่วประเทศ
รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ที่บริษัทว่าจ้างบุคคลภายนอกดำเนินการผลิตจำนวน 467 ล้านบาท ลดลง 7% จากผลิตภัณฑ์น้ำดื่มและกาแฟ 3 in 1 ที่เพิ่มขึ้น 42% และ7% ตามลำดับ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์กาแฟกระป๋อง RTD ลดลง 24% และรายได้ขายอื่นจำนวน 807 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากการผลิตและจำหน่ายขวดแก้วที่ใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ให้แก่บริษัทคู่ค้า
ด้านกำไรขั้นต้นในปี 2565 กำไรขั้นต้น 5,633 ล้านบาท ลดลง 9% คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่ 29% ลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 36% กำไรสุทธิที่ 2,286 ล้านบาท ลดลง 21% มีสาเหตุหลักจากสัดส่วนรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ที่บริษัทดำเนินการผลิตด้วยตนเอง ซึ่งเป็นธุรกิจหลักปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 66% เมื่อเทียบกับปีก่อนซึ่งอยู่ที่สัดส่วน 73% ของรายได้จากการขายรวม
ประกอบกับบริษัทมีต้นทุนวัตถุดิบและหีบห่อที่ใช้ในกระบวนการผลิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของอลูมิเนียมที่ปรับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนต้นทุนพลังงานที่ใช้ในกระบวนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน
ส่วนค่าใช้จ่ายขายและบริหารในปี 2565 อยู่ที่ 3,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้จากการขายรวมที่16% ลดลงจาก 17% ในปีก่อน สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายในการขายที่เพิ่มขึ้น โดยค่าใช้จ่ายในการขายอยู่ที่ 2,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น13% หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้จากการขายรวมที่ 11% ไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันปีก่อนหน้า
ค่าใช้จ่ายบริหารอยู่ที่ 979 ล้านบาท ลดลง 10% หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้จากการขายรวมที่5% ลดลงจากสัดส่วน 6% ในช่วงระยะเวลาเดียวกันปีก่อนหน้า ส่วนค่าใช้จ่ายทางการเงินอยู่ที่ 115 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% สาเหตุหลักเกิดจากการที่บริษัทมีเงินกู้ยืมระยะสั้นเพิ่มขึ้น รวมถึงเงินกู้ยืมระยะยาวที่เพิ่มมาในช่วงไตรมาส 4 ของปีก่อนหน้า ประกอบกับสถาบันการเงินทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืม สอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในประเทศ

