‘ธปท.’ เผยกำไรแบงก์พาณิชย์ปี’65 พุ่ง 2.36 แสนล้าน รับดอกเบี้ยขึ้นหนุนสินเชื่อโต

ธปท.’ เผยแบงก์พาณิชย์โกยกำไรปี’65 พุ่ง 2.36 แสนล้าน รับอานิสงส์ดอกเบี้ยขาขึ้น หนุนสินเชื่อโต

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงข่าวสรุปภาพรวมธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 4 ปี 2565 และปี 2565 ว่า ภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ ปี 2565 อยู่ที่ 2.36 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 30.7%

โดยเป็นผลจากการขยายตัวของสินเชื่อที่ทำให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิปรับเพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายสำรองลดลง หลังจากที่ธนาคารพาณิชย์ได้ทยอยกันสำรองในระดับสูงตลอดช่วงโควิด

นางสาวสุวรรณีกล่าวว่า โดยสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ใน ปี 2565 ขยายตัวที่ 2.1% ชะลอลงจากปีก่อน จากการชำระคืนหนี้ของธุรกิจขนาดใหญ่ ภาครัฐ และมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) รวมทั้งการโอนพอร์ตรายย่อยไปยังบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง และการบริหารจัดการคุณภาพหนี้ อย่างไรก็ดี สินเชื่อยังขยายตัวได้จากธุรกิจรายใหญ่ในภาคพาณิชย์และสินเชื่อรายย่อยพอร์ตที่อยู่อาศัยและส่วนบุคคลเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ธนาคารพาณิชย์ให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่องด้วยการปรับโครงสร้างหนี้และบริหารจัดการคุณภาพหนี้ ส่งผลให้ยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ สิ้นปี 2565 ลดลงมาอยู่ที่ 4.9 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ต่อสินเชื่อรวมที่ 2.73%” นางสาวสุวรรณีกล่าว

Advertisement

ทั้งนี้ ความมั่งคงระบบธนาคารพาณิชย์ สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและรองรับความต้องการสินเชื่อในระยะถัดไป โดยมีเงินกองทุน (BIS ratio) ที่ 19.4% อัตราส่วนเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL coverage ratio) อยู่ที่ 171.9% และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (Liquidity Coverage Ratio: LCR) อยู่ที่ 197.3%

นางสาวสุวรรณีกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและการฟื้นตัวของธุรกิจบางกลุ่ม โดยภาคครัวเรือน แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะปรับลดลง ไตรมาส 3/2565 อยู่ระดับ 86.8% จาก 90.1% ในปี 2564 ลดลงตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ครัวเรือนยังเปราะบางจากภาระหนี้สูงและยังต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อของลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่ยังไม่ฟื้นตัวจากผลกระทบโควิด และอาจได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและดอกเบี้ยที่ทยอยปรับสูงขึ้น

ขณะที่ภาคธุรกิจ สัดส่วนหนี้ภาคธุรกิจต่อจีดีพีปรับลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 87.1% และความสามารถในการทำกำไรโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดีตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ยังต้องติดตามฐานะการเงินของภาคธุรกิจ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาสถาบันการเงินยังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง

ทั้งนี้ ความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงิน โดยลูกหนี้ที่อยู่ในมาตรการช่วนเหลือธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินภายใต้การดูแลของรัฐ และสถาบันที่ไม่ใช่ภาคการเงิน (นอนแบงก์) มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อนตามภาวะเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้น ซึ่งยอดภาระหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว 3.38 ล้านล้านบาท จำนวนบัญชีที่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว 5.22 ล้านบัญชี จากลูกหนี้เข้าร่วมโครงการ

นางสาวสุวรรณีกล่าวว่า ความคืบหน้าของมาตรการสินเชื่อฟื้นฟูฯ ข้อมูล วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 สินเชื่อฟื้นฟูและสินเชื่อเพื่อการปรับตัว (วงเงิน 250,000 ล้านบาท) สินเชื่อที่อนุมัติแล้ว 212,362 ล้านบาท จำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือ 59,891 ราย วงเงินอนุมัติเฉลี่ย 3.5 ล้านบาท/ราย กระจายตัวดีทั้งขนาด ประเภทธุรกิจ และภูมิภาค โดยแบ่งเป็นธุรกิจรายย่อย (SMEs) 74.6% ประกอบธุรกิจพาณิชย์และบริการ 68% และ เป็นลูกหนี้ที่อยู่ในต่างจังหวัด 69.9%

ขณะที่โครงการพักทรัพย์พักหนี้ (วงเงิน 100,000 ล้านบาท) ยอดอนุมัติเข้าร่วมโครงการ 64,966 ล้านบาท จำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือ 442 ราย ส่วนใหญ่ผู้ขอสินเชื่อคือกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวเป็นหลัก และได้ออกจากมาตรการหลังธุรกิจฟื้นตัวดีขึ้น

นอกจากนี้ มาตรการคลินิกแก้หนี้สำหรับลูกหนี้ที่มีสถานะมีหนี้เสีย รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท ได้มีการขยายเกณฑ์คุณสมบัติให้ครอบคลุมถึงหนี้เสียก่อน 1 กุมภาพันธ์ 2566 สามารถสมัครได้ โดยมีผลตั้งแต่วันนี้ (20 กุมภาพันธ์) เป็นต้นไป

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image