‘แบงก์ชาติ’ ห่วงหนี้ครัวเรือน ‘ศักดิ์สยาม’ ชงครม.ส่งท้ายขอ 2 หมื่นล้าน ดันรฟ.สีแดง

21.02.23 | 06:35 น.
อินฟราฟัน วันที่ 6 พฤษภาคม 2563 : เลื่อนเปิดหวูดสีแดง

ข่าวหน้า 1 : ‘แบงก์ชาติ’ ห่วงหนี้ครัวเรือน-ตัวเลขทะยานสูง ‘ศักดิ์สยาม’ ชงครม.ส่งท้าย ขอ 2หมื่นล.ดันรฟ.สีแดง

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดโครงการลงทุนส่วนต่อขยายรถไฟชานเมืองสายสีแดง มี 3 โครงการที่มีความพร้อมในการเสนอขออนุมัติจาก ครม.ในรัฐบาลนี้ และเข้าสู่ขั้นตอนประกวดราคาจัดหาเอกชนเริ่มงานก่อสร้าง ขอเวลาดูตัวเลขการลงทุนก่อนอีกนิด แต่เสนอทันรัฐบาลนี้แน่นอน เพราะรัฐบาลนี้ยังอยู่ แต่หากไม่อยู่รัฐบาลรักษาการก็ยังเสนอได้ สำหรับโครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง (ส่วนต่อขยาย) 3 เส้นทางดังกล่าว มีวงเงินลงทุนรวมประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย 1.ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา ระยะทาง 14.8 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 10,670 ล้านบาท 2.ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช ระยะทาง 5.7 กม. วงเงิน 4,694 ล้านบาท และ 3.ช่วงรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) ระยะทาง 8.84 กม. วงเงิน 6,468 ล้านบาท ส่วนช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และช่วงบางซื่อ หัวลำโพง (มิสซิ่ง ลิงก์) ที่มีระยะทาง 25.9 กม. วงเงิน 47,000 ล้านบาท สถานะปัจจุบันยังอยู่ระหว่างปรับปรุงรายละเอียดโครงการ อาทิ แบบสถานีราชวิถีใหม่ให้ผู้โดยสารเดินเชื่อมเข้าสู่อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีได้สะดวก

ขณะที่ น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แม้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) จะปรับลดลง ไตรมาส 3/2565 อยู่ระดับ 86.8% จาก 90.1% ในปี 2564 ลดลงตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ครัวเรือนยังเปราะบางจากภาระหนี้สูง จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและการฟื้นตัวของธุรกิจบางกลุ่ม โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อของลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่ยังไม่ฟื้นตัวจากผลกระทบโควิด และอาจได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและดอกเบี้ยที่ทยอยปรับสูงขึ้น

น.ส.สุวรรณี กล่าวว่า ขณะที่สัดส่วนหนี้ภาคธุรกิจต่อจีดีพีปรับลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 87.1% และความสามารถในการทำกำไรโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดีตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ยังต้องติดตามฐานะการเงินของภาคธุรกิจ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาสถาบันการเงินยังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่มเปราะบาง โดยการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อนตามภาวะเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้น ซึ่งยอดภาระหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลืออยู่ที่ 3.38 ล้านล้านบาท จำนวนบัญชีที่ได้รับความช่วยเหลือแล้ว 5.22 ล้านบัญชี จากลูกหนี้เข้าร่วมโครงการ ขณะที่สินเชื่อฟื้นฟูหรือสินเชื่อเพื่อการปรับตัว มีการอนุมัติสินเชื่อแล้วทั้งสิ้น 2.12 แสนล้านบาท จำนวน 5.98 หมื่นราย และโครงการพักทรัพย์พักหนี้ มียอดอนุมัติ 6.49 หมื่นล้านบาท จำนวน 442 ราย