หน้าแรก เศรษฐกิจ บินไทย โชว์กำ...

บินไทย โชว์กำไรไตรมาส 4 ปี 65 กว่า 1.11 หมื่นล้าน เล็งกลับเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ต้นปี 68

24.02.23 | 14:19 น.

บินไทย โชว์กำไร Q4/65 กว่า 1.11 หมื่นล้านบาท เล็งกลับเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ต้นปี 68

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานสำหรับปี 2565 ว่า ในไตรมาสที่ 4 ของปีบริษัท มีรายได้ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 3.69 หมื่นล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 367% ซึ่งส่งผลให้บริษัท และมีกำไรจากการดำเนินงานไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (EBIT) 8,882 ล้านบาท ดีกว่าปีก่อนหน้าซึ่งขาดทุน 2,579 ล้านบาท มีกำไรจากการดำเนินงานติดต่อกัน 2 ไตรมาสตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2565 เป็นต้นมา

ทั้งจากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยว การปรับโครงสร้างทางธุรกิจและต้นทุนตามแผนฟื้นฟูกิจการ โดยมีกำไรสุทธิในไตสมาสที่ 4 ปี 2565 ที่ 1.11 หมื่นล้านบาท และมีกำไรก่อนหักต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จากการดำเนินงาน 1.1 หมื่นล้านบาท ดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนถึง 660%

ส่วนของผลการดำเนินงานสำหรับปี 2565 สิ้นสุด 31 ธันวาคม 2565 บริษัทมีรายได้ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 9.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 341% จากปี 2564 จากกิจกรรมขนส่งผู้โดยสาร สินค้าและไปรษณียภัณฑ์ที่เติบโตสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ มีค่าใช้จ่ายไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 8.63 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 127% จากค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีการปรับราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี จากผลการดำเนินงานของบริษัทย่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด ซึ่งมีผลการดำเนินงานขาดทุน 4,248 ล้านบาท และรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียวสุทธิของบริษัท และบริษัทย่อยสุทธิที่เป็นรายได้ 1,187 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการกลับรายงานผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ กำไรจากการขายสินทรัพย์ การขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทอ่อน ส่งผลให้บริษัท และบริษัทย่อยขาดทุนสุทธิ 252 ล้านบาท หรือคิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 0.12 บาท

Advertisement

ทั้งนี้ บริษัทการบินไทย และบริษัทย่อยมีสินทรัพย์ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2565 รวม 1.98 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 22.9% มีหนี้สินรวม 2.69 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% ส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทและบริษัทย่อยติดลบ 7.1 หมื่นล้านบาท ลดลง 227 ล้านบาท มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 3.45 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9 หมื่นล้านบาท

ส่วนด้านแผนฟื้นฟูกิจการ ขณะนี้บริษัท มี EBITDA สูงเกิน 2 หมื่นล้านบาทแล้ว ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565-มกราคม 2566 ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขจากแผนฟื้นฟูฯ โดยหลังจากนี้เหลือเพียงการแปลงหนี้เป็นทุนในส่วนของเจ้าหนี้เดิม และออกหุ้นเพิ่มทุน เพื่อให้ส่วนทุนกลับมาเป็นบวกราว 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2567 จากนั้นบริษัทเตรียมยื่นไฟลิ่ง เพื่อขอกลับเข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงต้นปี 2568

ส่วนการกู้เงินก้อนใหม่เพิ่มเสริมสภาพคล่องจำนวน 2.5 หมื่นล้านบาทนั้น ขณะนี้ความจำเป็นในการใช้เงินลดลงแล้ว หลังจากกระแสเงินสดดีขึ้นมาที่ 4 หมื่นล้านบาท ดังนั้น บริษัทจะรอพิจารณาการปรับโครงสร้างทุนตามแผนฟื้นฟูกิจการที่จะเปิดให้เจ้าหนี้แปลงหนี้เป็นทุน การขายหุ้นเพิ่มทุน โดยคาดว่าที่ปรึกษาการเงิน คือ บล.เกียรตินาคินภัทร จะมีข้อสรุปในกลางปี 2567 เพื่อตัดสินใจว่าจะใช้เงินกู้ก้อนใหม่หรือไม่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง