เปิดแนวคิด สินีนุช โกกนุทาภรณ์ วาง‘ธรรมนูญครอบครัว’ไม่ปิดกั้นมืออาชีพ สานต่อธุรกิจ‘TEGH’เติบโตอย่างมั่นคง

26.02.23 | 12:12 น.
เปิดแนวคิด สินีนุช โกกนุทาภรณ์ วาง‘ธรรมนูญครอบครัว’ไม่ปิดกั้นมืออาชีพ สานต่อธุรกิจ‘TEGH’เติบโตอย่างมั่นคง

เปิดแนวคิด สินีนุช โกกนุทาภรณ์
วาง‘ธรรมนูญครอบครัว’ไม่ปิดกั้นมืออาชีพ
สานต่อธุรกิจ‘TEGH’เติบโตอย่างมั่นคง

ในห้วง 3 ปีที่ผ่านมา หลากหลายธุรกิจโดนผลกระทบหนักหน่วงจากการระบาดโควิด-19 ซ้ำด้วยภาวะเศรษฐกิจโลกกลับทิศ ผลพวงจากการเกิดโควิดหลายประเทศต้องอัดฉีดเงินเข้าระบบเพื่อพยุงไม่ให้ภาวะเศรษฐกิจฝืด เพราะธุรกิจหยุดชะงักจากการทำธุรกิจปกติไม่ได้ ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้คน ผ่านมาระยะหนึ่งก็ต้องหยุดอัดฉีดและต้องถอนเงินออกจากระบบเพื่อไม่ให้สภาพคล่องมีมากจนล้นระบบ แถมยังเกิดปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะกรณีเกิดการสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน กระทบถึงต้นทุนการผลิต ทั้งด้านพลังงาน และสินค้าเกษตร

นับเป็นเรื่องสาหัสของภาคธุรกิจที่โดนปัจจัยลบถาโถมลูกแล้วลูกเล่า เหมือนอาการ “ผีซ้ำด้ำพลอย”

มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH เมื่อช่วงปลายปี 2565 ถึงสถานการณ์ธุรกิจสินค้าเกษตร คือยาง และปาล์มน้ำมัน ในฐานะที่บริษัททำธุรกิจหลักในสินค้าเกษตรทั้งสองชนิด

คุณสินีนุช หรือคุณนุช บอกว่า ตลาดยุโรป ตรวจสอบแล้วเลวร้ายสุดแค่ขอดีเลย์ ขยับส่งมอบสินค้าออกไปแค่เดือนเดียว ซึ่งปี 2565 ขายสินค้าได้ทั้งหมด เหลือแค่รอส่งมอบเท่านั้น และยังขยับพอร์ตมาขายเพิ่มที่จีนและอินเดียที่ลูกค้ายังมีการผลิตอย่างต่อเนื่อง พอร์ตญี่ปุ่นก็ยังซื้อต่อเนื่องเช่นกัน

Advertisement

“ลูกค้าของเราเป็นกลุ่มพรีเมียมแบรนด์ top tier ตลาดยางล้อของโลก ซึ่งส่วนใหญ่มีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี ก่อตั้งบริษัทก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างแบรนด์ MICHELIN, Pirelli, Goodyear, Bridgestone ลูกค้าอีกกว่า 10% เป็นบริษัทก่อตั้งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ได้แก่ กลุ่มตลาดเกาหลี ที่เหลือน้อยกว่า 5% ก่อตั้งหลังสงครามโลก คือกลุ่มตลาดอินเดีย จีน จึงมองว่าลูกค้าของเรามี resistance (ต้านทาน) กับสงครามพอสมควร สามารถเอาตัวรอดได้”

คุณนุชยกเคสโควิดว่า ช่วงแรกกังวลว่าจะเกิดวิกฤต เพราะหลายประเทศล็อกดาวน์กระทบเรื่องการส่งออก จึงตัดสินใจเปิดตลาดใหม่ อย่างตลาดอินเดียและจีน ทำให้สามารถพลิกวิกฤตกลายเป็นผลบวก จากเดิมจะเน้นลูกค้าเก่าซึ่งมีอัตราเติบโตตลอด เป็นต้องมาเน้นขยายตลาดใหม่ กลายเป็นลูกค้าเก่าก็ยังอยู่ และได้ลูกค้าใหม่มาเพิ่ม

แม้ว่าลูกค้าไม่ได้หายไปไหน สินค้าขายได้ ไม่มีค้างสต๊อก แต่ยอมรับว่าได้รับผลกระทบเรื่องราคา จากเดิมต้องเป็นช่วงจังหวะ sideway up ก็ไม่เป็นเช่นนั้น แต่สิ่งที่ทำมาโดยตลอด คือการขยายตลาดใหม่ๆ เพิ่มสินค้า
เกรดใหม่ๆ ต่อเนื่อง ล่าสุดได้เริ่มเจาะตลาดมาสเตอร์แบทช์ ตลาดยางคอมปาวด์มากขึ้น และเจาะตลาดใหม่ๆ โดยยังเน้นธุรกิจยางรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันมียาง 2 ประเภทคือ ยางอีวีและยางรถยนต์สันดาป

“รถยนต์อีวีและรถยนต์สันดาป ยางที่ใช้ควรจะเป็นคนละชนิด เพราะทางเทคนิเคิล เรื่องเซฟตี้แฟกเตอร์จะไม่เหมือนกัน ดังนั้นยางรถยนต์ควรใช้ตามประเภท เพราะอัตราการเบรก อัตราการเร่งจะไม่เหมือนกัน” คุณนุชอธิบายให้ฟัง

ในปัจจุบัน ทั่วโลกและไทย ต่างส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือรถยนต์อีวี เพื่อลดมลพิษ ช่วยกันรักษาโลกให้สะอาดขึ้น คุณนุชบอกว่าถือเป็นการสร้างโอกาสให้บริษัท เนื่องจากล้อยางที่ใช้กับรถยนต์อีวีจะสึกเร็วกว่ารถยนต์สันดาป อีกทั้งยางรถอีวีจะมีราคาแพงกว่า เป็นอีกเซ็กเมนต์ที่จะมี New Demand โดยจะเป็นการส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 40%

ถามถึงสถานการณ์ราคาพลังงาน เทียบกับช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดโควิดระบาด คุณนุชบอกว่าเป็นผล
กระทบด้านพลังงานที่ยังไม่เคยเกิด ส่วนตัวมองเป็นข้อดี คือผลักดันให้เกิดการใช้พลังงานใหม่ๆ เป็นตัวเร่ง renewable energy (พลังงานทดแทน) เกิดได้เร็วขึ้น จึงมองเป็นโอกาสของประเทศไทย ถ้าเราหาโอกาสเจอ โดยขณะนี้ทั่วโลกให้ความสำคัญเรื่อง Net Zero หรือคาร์บอนเป็นศูนย์ เรื่อง Climate Change ซึ่งเป็นเรื่องส่งผลกระทบตลอดทั้งซัพพลายเชน ไม่เฉพาะแค่คนใดคนหนึ่ง ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป จึงให้ความสำคัญ พยายามปรับกลยุทธ์ ลดต้นทุน หันมาใช้พลังงานใหม่ๆ ที่เป็นพลังงานสะอาด หาพอร์ตใหม่ๆ ที่สอดรับกับเทรนด์อนาคต และพยายามสร้างให้ลูกค้าเห็นว่าสินค้าของเรานอกจากมีคุณภาพดี ยังเป็นสินค้าที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณต่ำ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นสินค้า Eco Product ซึ่งมี Sustainable Certificate ยืนยัน สามารถสอบกลับไปยังแหล่งที่มาของวัตถุดิบได้

ถามถึงการตั้งรับสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ซึ่งปัจจุบันมักเกิดถี่ขึ้น คุณนุชบอกว่า ส่วนตัวจะมองในทุกๆ วัน ทุกๆ จังหวะจะมีเรื่องให้ต้องตัดสินใจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำคือทำร่างกายแข็งแรง ระบบการจัดการภายในองค์กรต้องแน่น ระบบควบคุมคุณภาพต้องได้มาตรฐาน ระบบการผลิตต้องมี และพยายามลดต้นทุน ใช้พลังงานหมุนเวียน “เป็นความโชคดีที่ธุรกิจของเราอยู่ตรงกลางของซัพพลายเชน เวลามีความเสี่ยง จะมีต้นน้ำและปลายน้ำช่วยแบ่งรับ เวลาเกิดผลกระทบจะเห็นผลกระทบจากรายอื่นก่อน ทำให้มีเวลาตั้งรับ ทุกวันนี้ จึงทำตัวเองให้แข็งแรงเหมือนตอนเกิดโควิด”

คุณนุชขยายความอีกว่า ที่ผ่านมาถือว่าผ่านอะไรมาเยอะ ไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่รวมถึงพี่น้อง 4 คน เห็นตั้งแต่พ่อทำเกษตร ทำไร่อ้อย ยาง ปาล์ม กระทั่งปั้นบริษัทมากับมือ

“คุณสมชาย โกกนุทาภรณ์ (คุณพ่อและประธานผู้ก่อตั้ง) ท่านเป็นเกษตรกรมาก่อน ได้เปลี่ยนสินค้าเกษตรจากอ้อย-มัน เป็นยางพารา ปาล์ม คุณพ่อมีวิชั่น จากตอนนั้นภาคตะวันออกไม่มีโรงงาน จึงสร้างโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันแห่งแรก รองรับผลผลิตของเกษตรกร นี่คือรุ่นคุณพ่อ ขยับมาสร้างโรงงานน้ำยางข้น เป็นช่วงที่โรคเอดส์บูม จึงนำน้ำยางข้นมาทำถุงยางอนามัย ส่วนนุชเข้ามาช่วย เป็นรุ่นที่ 2 ช่วงนั้นทำโรงงานยางแท่ง เรียกว่าทำธุรกิจมากับคุณพ่อ ก็อยากเห็นการเติบโต จึงได้ฝึกการตัดสินใจมาตั้งแต่เริ่มทำงานในวัยที่ยังเรียนหนังสือ เหมือนเป็น basic instinct (สัญชาตญาณ) อย่างหนึ่ง จริงๆ แล้วหลักการบริหารอย่างหนึ่งคือ decision making (การตัดสินใจ) และเวลาเจอปัญหา ลูก 4 คน มีผู้จัดการ มีมืออาชีพมาช่วยกัน และตอนนี้มีบอร์ดที่มีคุณวุฒิสามารถให้คำปรึกษาได้ เพราะฉะนั้นเรามองว่าทุกปัญหา ไม่มีปัญหาไหนที่แก้ไขไม่ได้ เช่น ช่วงเจอต้มยำกุ้ง เราก็เปลี่ยนวิธี จากที่เคยขายในประเทศ ก็ขยายไปส่งออกต่างประเทศ ได้ค่าเงินบาทอ่อน เป็นรายได้เพิ่มขึ้น พอเจอวิกฤตซับไพรม์ เศรษฐกิจหยุดชะงัก เราก็ปรับระบบการจัดการภายในองค์กรให้เข้มแข็ง ระหว่างรอตลาดกลับมาเพื่อพร้อมกระโดดได้เลย ซึ่งก็เป็นจริง หลังวิกฤตซับไพรม์ลูกค้าเริ่มมองหาซัพพลายเชนที่มั่นคง “ซูมิโตโม” และจึงมา Sime Darby มา Joint Venture ร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ ตั้งโรงงานในไทย รวม 3 โครงการ จึงมองว่าในทุกวิกฤตมีโอกาส และในทุกโอกาสก็มีวิกฤตเช่นกัน ดังนั้น ขอให้ไม่ประมาท พร้อมตั้งรับตลอดเวลา”

เหมือนกับสิ่งที่ 4 พี่น้อง “โกกนุทาภรณ์” กำลังทำ จากที่เห็นพ่อแม่ทำงานหนักมาตลอด จึงตั้ง KPI ทำอย่างไรให้เกิดความมั่นคง นั่นคือ ธุรกิจและพนักงานมั่นคง รวมถึงการทำ “ธรรมนูญครอบครัว” เพราะแม้ตอนนี้ธุรกิจและบริษัทไม่มีปัญหา รุ่นลูกทุกคนช่วยกันทำงาน แต่อนาคตเป็นเรื่องที่ยังมาไม่ถึง “ไม่รู้ว่ารุ่นหลานยังอยากสานต่อธุรกิจหรือไม่ จึงไม่ได้คาดหวังและไม่อยากกดดัน อยากให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตในแบบตัวเอง จึงเปิดโอกาสให้ทุกคน ทำงานอย่างมืออาชีพ ส่วนรุ่นหลานๆ หากไม่อยากรับไม้ต่อก็จะเป็นผู้ถือหุ้น เป็นการทำเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจและครอบครัว”

อีกสิ่งที่คุณนุชตั้งเป้าไว้เพื่อไปให้ถึง มี 2 ด้านคือ ธุรกิจใน listed company นั่นคือ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) จะมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวใน 5 ปีข้างหน้า โดยจะขยายกำลังการผลิต ก้าวสู่ top five ของผู้ผลิตยางแท่งของประเทศไทย จะทำเรื่อง renewable energy, organic waste management, circular economy, carbon emission reduction ฯลฯ และมองหาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อต่อยอด เพราะไม่มีใครมีความชำนาญในทุกเรื่อง การได้พาร์ตเนอร์ที่ดีจะช่วยให้บริษัทเติบโตได้ดีและมั่นคง

อีกด้าน คือ ธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คุณนุชสนใจเรื่องงานวิจัยที่เกี่ยวกับธุรกิจเกษตรและเกษตรแปรรูปมาพัฒนาวัตถุดิบของบริษัทที่จะนำไปต่อ
ยอดให้เกิดประโยชน์และสามารถเพิ่มมูลค่าได้ “เราอยากเห็นเกษตรที่ไม่ต้องพึ่งพารายได้จากราคายางและปาล์มน้ำมัน แต่สามารถพึ่งพารายได้จากเกษตรอื่นๆ พืชแซม หรือแปรรูปผลผลิต มองตัวเองเป็น BCG Hub คือ ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถสร้างประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

โดยไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งมอบทรัพยากรให้กับคนรุ่นต่อไปที่ไม่ใช่แค่ asset แต่จะส่งมอบอากาศที่ดี สิ่งแวดล้อมที่ดี ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของบริษัทที่ดี จะได้ภูมิใจว่าเติบโตมาในสิ่งที่ดีๆ ที่เราสร้างไว้”

เกษมณี นันทรัตนพงศ์