นายวีรศักดิ์ ศุภประเสริฐ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ศึกษาโครงการเชื่อมโยงคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยกับระบบการผลิต การตลาด และการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย โดยผลการศึกษาพบว่าประเทศเป้าหมายในอาเซียนที่มีศักยภาพในการเชื่อมโยงคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ประกอบด้วย อินโดนีเซีย ซึ่งกลุ่มผู้รับจ้างผลิตตามคำสั่งซื้อของลูกค้า (โออีเอ็ม) ของไทย ควรใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ สำหรับสินค้าคุณภาพปานกลางและสูง เพราะมีประชากรจำนวนมากและแรงงานราคาถูก รวมถึงกลุ่มโออีเอ็ม ควรใช้เวียดนามเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐและยุโรป ขณะที่พม่า ผู้ประกอบการควรใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก เพราะมีแรงงานราคาถูกและเพิ่งเปิดประเทศเหมาะที่ผู้ประกอบการจะรีบเข้าไปบุกเบิกธุรกิจ เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเป็นผู้นำ และสิงคโปร์ เหมาะที่จะเชื่อมโยงผู้ประกอบการกลุ่มโอดีเอ็มและโอบีเอ็ม โดยใช้เป็นฐานการตลาด เพราะมีกำลังซื้อสูง และควรเน้นสินค้าตลาดเฉพาะ มุ่งการจำหน่ายผ่านอีคอมเมิร์ซ นอกจากนี้ ไทยยังสามารถใช้สิงคโปร์เป็นฐานการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพราะเป็นประเทศต้นแบบในการพัฒนาเอสเอ็มอี
“รูบแบบการเชื่อมโยงคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแฟชั่นไทย แบ่งเป็น 3 แนวทาง คือ กลุ่มโออีเอ็มที่ใช้แรงงานทักษะต่ำ สำหรับผู้ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ ยังสามารถคงฐานการผลิตในประเทศไทยต่อไปได้ โดยเลือกที่ตั้งโรงงานในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน เพื่อรับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน ส่วนผู้ผลิตเพื่อส่งออก ควรย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ได้สิทธิพิเศษทางการค้า ส่วนกลุ่มโออีเอ็มที่ใช้แรงงานทักษะสูงหากเป็นอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สามารถคงฐานการผลิตในประเทศต่อไปได้ เนื่องจากแรงงานไทยมีฝีมือ มีความประณีต และมีผลิตภาพแรงงานสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน” นายวีรศักดิ์กล่าว
นายวีรศักดิ์กล่าวว่า การเชื่อมโยงคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแฟชั่น มีเป้าหมายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางแฟชั่นเบอร์หนึ่งในอาเซียน ภายในปี 2564 หรือเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยเป็น 1 ล้านล้านบาท ในปี 2564 จากปี 2558 อุตสาหกรรมแฟชั่นไทยสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศจำนวนมาก และมีมูลค่าการส่งออกราว 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5 แสนล้านบาท

