หน้าแรก เศรษฐกิจ ใช้จ่ายงานบุญ...

ใช้จ่ายงานบุญกระเตื้อง ‘มาฆบูชา’ คาดสะพัด 3 พันล้าน ดีขึ้นรอบ 3 ปี

1.03.23 | 10:09 น.

ใช้จ่ายงานบุญกระเตื้อง ‘มาฆบูชา’ คาดสะพัด 3 พันล้าน ดีขึ้นรอบ 3 ปี วันหยุดยาวเอื้อแวะทำบุญ-ขอพร

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงบรรยากาศและพฤติกรรมการใช้จ่ายในช่วง วันมาฆบูชา ซึ่งปี 2566 ตรงกับวันจันทร์ที่ 6 มีนาคมนั้น ประเมินว่าจะมีการใช้จ่ายรวมประมาณ 3,000 ล้านบาท และเติบโตจากปี 2565 กว่า 5% ถือเป็นการขยายตัวเป็นบวกอีกครั้งในรอบ 3 ปีหลังจากประเทศไทยเจอการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้แต่ละปีการใช้จ่ายติดลบประมาณ 10% จึงเชื่อว่าบรรยากาศทำบุญไหว้พระในช่วงวันมาฆบูชาจะกลับมาคึกคักใกล้เคียง 3 ปีก่อนหน้านี้

นายธนวรรธน์กล่าวต่อว่า สำหรับปัจจัยที่ทำให้ใช้จ่ายวันมาฆบูชาปีนี้กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง ได้แก่ 1.ตรงกับช่วงหยุดงานต่อเนื่อง 3 วัน (ช่วงวันที่ 4-6 มีนาคม) ทำให้ประชาชนวางแผนเดินทางท่องเที่ยวระยะใกล้ พร้อมกับแวะไหว้พระทำบุญไปด้วย ประกอบกับวัดฟื้นการจัดกิจกรรมจูงใจให้ประชาชนเข้าวัดและทำบุญตามเทศกาลเหมือนปกติก่อนเกิดการระบาดของโควิด 2.ประชาชนหันมาเข้าวัด ไหว้พระและทำบุญ มากขึ้น เพื่อให้คลายกังวลต่อการแบกรับภาระค่าครองชีพสูง และวิตกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่ได้เป็นตามคาดการณ์ไว้ และฟื้นตัวแบบ K-Shaped” หรือการฟื้นแค่บางส่วน ฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงความกังวลต่อปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตยังผันผวนสูง เช่น ภาวะการส่งออกยังชะลอตัว ที่จะมีผลต่อการผลิตและการจ้างงาน รวมถึงรายได้เข้าประเทศจะหดตัวในระยะสั้น

“แม้การใช้จ่ายจะสูงขึ้น หลังจากการเปิดประเทศ กิจกรรมต่างๆ กลับมาเหมือนปกติ แต่ประชาชนยังมีความกังวลต่อปัจจัยรอบด้านสูง ยังไม่มั่นใจต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจในช่วงนี้ ทำให้เกิดความระมัดระวังการใช้จ่าย ยอมจ่ายเพิ่มและใช้จ่ายไหว้พระทำบุญเพื่อความสบายใจ แต่ก็เป็นการใช้จ่ายแบบระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการทำบุญไหว้พระขอพร จะยังมีต่อเนื่องจากนี้ และน่าจะขยายตัวได้สูงสุดอีกครั้งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ในเดือนเมษายนี้ ซึ่งมีทั้งการใช้จ่ายโดยตรงจากการเดินทางและแวะไหว้พระทำบุญตามวัดตามเส้นทางที่เดินทางผ่าน กับเจาะจงไปทำบุญไหว้พระเพื่อขอพร ขอความเป็นศิริมงคล และเสริมความมั่นใจทางจิตใจ” นายธนวรรธน์กล่าว

แหล่งข่าวจากผู้ผลิตเครื่องสังฆภัณฑ์ กล่าวว่า ชุดเครื่องสังฆภัณฑ์เป็นธุรกิจที่มีการฟื้นตัวมาต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2565 ซึ่งมีการซื้อทำบุญถวายพระในเทศกาลปีใหม่เรื่อยมา แต่ยอดขายยังถือว่าไม่ได้คึกคักเท่าเดิม อีกทั้งยังไม่ได้มีการปรับราคาได้มากนัก เนื่องจากประชาชนยังระมัดระวังการใช้จ่าย และช่องทางจำหน่ายตามค้าปลีกทำให้ร้านค้าทั่วไป มียอดขายที่ไม่ได้สูงเป็นเท่าตัวในช่วงเทศกาลเหมือนสมัยก่อน ทั้งนี้ สำหรับตลาดชุดผ้าไตรจีวร คาดว่าจะมีมูลค่ารวมประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี หากรวมกับสินค้าอื่นๆ คาดว่าแต่ละช่วงเทศกาลจะมีการเงินสะพัดอีก 700-1,000 ล้านบาท ฉะนั้นตลาดเครื่องสังฆภัณฑ์โดยตรงและทางอ้อมว่าจะมีมูลค่าประมาณ 4-5 พันล้านบาทต่อปี เบื้องต้นประเมินว่ายอดขายที่จะกลับมามากใกล้เคียงก่อนหน้านี้คือช่วงสงกรานต์ปีนี้ ที่มีวันหยุดต่อเนื่อง 4-5 วัน และวัดทั่วประเทศมีการจัดกิจกรรม

Advertisement