หน้าแรก เศรษฐกิจ เปิดเม็ดเงิน ...

เปิดเม็ดเงิน ‘โฆษณา’ ปี’66 อาหาร เครื่องดื่ม ใช้งบมากสุด คาด ‘เลือกตั้ง’ เงินสะพัดมหาศาล

1.03.23 | 13:11 น.

เปิดเม็ดเงินโฆษณาปี’66 อาหาร เครื่องดื่ม ใช้งบมากสุด คาด ‘เลือกตั้ง’ เงินสะพัดมหาศาล

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม นายภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์ จำกัดหรือ MI GROUP เปิดเผยว่า สถานการณ์สื่อโฆษณาปี 2566 ผ่านมา 2 เดือน(ม.ค.-ก.พ.) ยังมีปัจจัยลบต่อเนื่องจากปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นจีดีพีโตต่ำกว่าคาด ของแพง ค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือนสูง ทำให้อุปสงค์ต่ำ

แต่ปัจจัยบวกก็พอมีอาทิ วิกฤตโควิด-19สิ้นสุด ท่องเที่ยวบูม ต่างชาติทะลักเข้าไทย ธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมรับอานิสงส์ถ้วนหน้า รวมถึงการเลือกตั้งที่จะมาถึงหนุนเงินสะพัดช่วงเมษายน-พฤษภาคม ฟื้นอุปสงค์ในประเทศ คาดเม็ดเงินโฆษณาปีนี้โต5%

โดยคาดการณ์ อุตสาหกรรมที่เม็ดเงินโฆษณาจะคึกคัก ในปีนี้

1.หมวดยานยนต์ จักรยานยนต์ โดยเฉพาะ ยานยนต์พาณิชย์, ยานยนต์พลังงานสะอาด คาดเม็ดเงินปีนี้มากกว่า 5,800 ล้านบาท

Advertisement

2.หมวดงานอีเว้นท์กิจกรรม คอนเสิร์ต งานแสดงสินค้า คาดเม็ดเงินปีนี้มากกว่า 1,000 ล้านบาท

3. E-Commerce โดยเฉพาะ Market Place, เดินทาง&ท่องเที่ยว, รถยนต์มือสอง, ประกัน, ดีลและส่วนลดพิเศษ คาดเม็ดเงินปีนี้มากกว่า 1,800 ล้านบาท

4.อาหาร เครื่องดื่ม และบริการ โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อสุขภาพและความงาม คาดเม็ดเงินรวมปีนี้มากกว่า 9,800 ล้านบาท

5.ผลิตภัณฑ์ในหมวดความสวยและความงาม คาดเม็ดเงินรวมปีนี้มากกว่า 9,300 ล้านบาท

ขณะที่ หมวดสินเชื่อ โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคล ที่คึกคักมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ปีนี้ คาดว่าน่าจะคึกคักน้อยลง จากภาวะหนี้ครัวเรือนของไทยที่พุ่งสูง90% ของจีดีพี อันเป็นผลมาจากหนี้ส่วนบุคคลที่เต็มวงเงิน ความสามารถในการชำระหนี้ต่ำ นำไปสู่หนี้เสียของสินเชื่อส่วนบุคคล (NPL) ที่สูงขึ้น 4.4% ในปีที่ผ่านมา

ส่วนการเลือกตั้งทั่วไปที่คาดว่าน่าจะจัดขึ้นในช่วงไม่เกินกลางเดือนพฤษภาคมนี้ จะมีเม็ดเงินสะพัดมหาศาล ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม โดยเม็ดเงินดังกล่าวไม่ได้มาจากสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์เป็นหลัก แต่น่าจะมาจากกิจกรรมลงพื้นที่หาเสียงของผู้สมัครและ พรรคการเมือง

ดูจากการใช้งบโฆษณาเลือกตั้งส.ส.ในปี 2557 อยู่ที่ 90 ล้านบาท ปี2562 อยู่ที่กว่า 28 ล้านบาทและเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ปี 2565 อยู่ที่ 31 ล้านบาท