หน้าแรก เศรษฐกิจ “กกร.” มั่นใจ...

“กกร.” มั่นใจ ศก.ไทยไม่ถดถอย คาดจีดีพีโต 3-3.5% อานิสงส์ท่องเที่ยวหนุน ส่วนส่งออกเสี่ยงติดลบ

1.03.23 | 14:40 น.

“กกร.” มั่นใจ ศก.ไทยไม่ถดถอย คาดจีดีพีโต 3-3.5% อานิสงส์ท่องเที่ยวหนุน ส่วนส่งออกเสี่ยงติดลบ

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งประกอบการ ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมะนาคารไทย เปิดเผยผลการประชุมประจำเดือนมีนาคม ว่า ที่ประชุม กกร. ได้ประเมินเศรษฐกิจโลกมีโอกาสเกิดภาวะถดถอยลดลงด้วยแรงสนับสนุนจากกิจกรรมเศรษฐกิจภาคบริการที่ขยายตัวได้ แต่กิจกรรมภาคการผลิตยังหดตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค (technical recession) แม้ว่าในไตรมาสที่ 4/2565 จะหดตัว 1.5% เทียบกับไตรมาสที่ 3/2565 แต่คาดว่าไตรมาส 1/2566 จะไม่หดตัวต่อจนกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิค โดยการท่องเที่ยวจะเป็นปัจจัยหลักในการสนับสนุนเศรษฐกิจในไตรมาสแรกให้ฟื้นตัวได้ และคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีจะเพิ่มสูงถึงราว 25-30 ล้านคน ซึ่งสูงกว่าประมาณการเดิมที่ราว 22 ล้านคน

นายเกรียงไกรกล่าวว่า กกร. จึงคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2566 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 3.0-3.5% ตามกรอบเดิมที่เคยประเมินไว้ แม้ว่าการส่งออกจะมีโอกาสหดตัวในกรอบ 1.0-0.0% เทียบกับประมาณการเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 1.0-2.0% แต่การท่องเที่ยวและการขับเคลื่อนการใช้จ่ายของภาครัฐยังเป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจ สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ในกรอบ 2.7-3.2%

ทั้งนี้ การส่งออกของไทยมีแนวโน้มหดตัวต่ออีกระยะหนึ่ง สอดคล้องกับการส่งออกของคู่แข่งของไทยในภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่มีทิศทางหดตัวเช่นเดียวกัน โดยได้รับผลกระทบจากกิจกรรมภาคการผลิตของโลกที่ยังอยู่ในภาวะหดตัว รวมถึงการปรับสมดุลระดับสินค้าคงคลังหลังจากความต้องการสินค้าที่ได้อานิสงส์จากโควิด

นายเกรียงไกร กล่าวว่า จากภาคการส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัว ดังนั้น เศรษฐกิจไทยควรให้ความสำคัญในการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เร่งการใช้จ่ายภาครัฐในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล รวมทั้งอาศัยโอกาสจากภาคการท่องเที่ยวที่มีการขยายตัวต่อเนื่องในช่วงนี้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่จะกระจายรายได้สู่ชุมชน ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้สามารถขยายตัวได้ในกรอบประมาณการเศรษฐกิจเดิม

Advertisement

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังแสดงความคิดเห็นเรื่องค่าแรง ความผันผวนของค่าเงินบาทและต้นทุนค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น ปัจจัยท้าทายเหล่านี้ส่งผลกระทบกับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งภาคเอกชน อยากให้ภาครัฐเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้ร่วมแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นการแก้ไขปัญหา รวมถึงมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ให้สามารถปรับตัวรับความเสี่ยงผลจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ยที่ทยอยปรับสูงขึ้น

นายเกรียงไกร กล่าวว่า สำหรับการลงทุนเพื่อการส่งออกปี 2566 ทิศทางการส่งออกจะชะลอตัวลง ดังนั้น การลงทุนในส่วนนี้คงต้องดูทิศทางที่ชัดเจนที่ยังมีปัจจัยเป็นตัวแปร คือสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน เนื่องจากกังวลว่าสงครามจะยกระดับความรุนแรงขึ้น จึงเป็นปัจจัยกดดันภาคการผลิต ซึ่งการผลิตและการส่งออกปีนี้ยังไม่ขยายตัว และต้องดูถึงช่วงครึ่งปีหลังให้สถานการณ์นิ่งกว่านี้

ขณะเดียวกัน สถานการณ์การลงทุนในประเทศดีขึ้นสำหรับผู้ประกอบการภาคการผลิตในประเทศ โดยได้เม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวเข้าไทย แต่สิ่งที่ยังเป็นกังวลเนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนหลังผ่านไตรมาส 1/2566 แล้ว ในไตรมาส 2/2566 โรงงานของจีนจะเร่งผลิตสินค้าหลังจากที่อันมานานและสินค้าจะทะลักไปแข่งขันในตลาดโลก ท่ามกลางตลาดโลกที่มีกำลังซื้อลดลง จึงคาดว่าสินค้าจะทะลักเข้าภูมิภาคฝั่งอาเซียน ไทยอาจได้รับผลกระทบจากสินค้าราคาถูกที่นำเข้าจากจีน