นักธุรกิจจีนมองศก.ไทยฟื้น โตได้3.3-3.5% ยันลงทุนเพิ่ม-ฟื้นเดินทางเจรจาการค้า มั่นใจนทท.จีนเที่ยวไทยทะลักวันละ 2 หมื่นคน ทั้งปีเกิน 7 ล้านคน
เมื่อวันที่ 1 มีนาคม นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีน เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นจากผู้บริหาร และนักธุรกิจรุ่นใหม่หอการค้าไทยจีน จำนวน 300 คน ระหว่างวันที่ 16 – 20 กุมภาพันธ์ 2566 เพื่อคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2/2566 พบว่า กลุ่มสำรวจมีมุมมองต่อความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น เพิ่มขึ้นเป็น 60% จากการสำรวจครั้งก่อนอยู่ที่ 56% ขณะที่มองว่าเศรษฐกิจ เท่าเดิม ลดลง จาก 31.5% เหลือ 29% และในกลุ่มสำรวจ 91.8% มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวก่อนสิ้นปีนี้ โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยปี2566 จะขยายตัว 3.3-3.5% และ30% มีแผนลงทุนใหม่และจ้างงานเพิ่ม ส่วนอีก39.3% มีแผนลงทุนเพิ่มแต่ยังไม่เพิ่มจำนวนจ้างงาน
“ปัจจัยระยะสั้นต่อการเพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุนจีน คือการเปิดประเทศของจีน และจำนวนนักท่องเที่ยวมาไทย คาดเกิน 7-8 ล้านคน และ 67% วางแผนเดินทางไปติดต่อธุรกิจในจีนภายในปีนี้ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนมาไทยเพิ่มขึ้น และเฉลี่ยวันละ 2 หมื่นคนต่อวัน ได้ หากมีการเพิ่มเที่ยวบิน ได้ถึง 200 เที่ยวต่อวัน”
นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่ามีข้อเสนอให้ไทยจะต้องมีการปรับปรุงอย่างเร่งด่วนในหลายด้าน เพื่อรองรับและดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน ผ่านประเด็นหลักที่ต้องเร่งแก้ไข 5 ประการ มีความสำคัญตามลำดับดังต่อไปนี้ คือ 2 ประการแรกที่ผู้ตอบการสำรวจให้ความสำคัญสูง ประกอบด้วย การปรับปรุงการให้บริการการเข้าเมืองและอำนวยความสะดวกที่สนามบิน และการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินระหว่างไทยและจีน ส่วนอีก 3 ประการที่ได้รับความสำคัญที่พอๆกันมาเป็นลำดับรอง คือ การจัดทำมาตรการทางด้านความสะอาดและความปลอดภัยในการเดินทางในประเทศ การจัดเตรียมความพร้อมของโรงแรม และระบบการขนส่งให้คล่องตัวมากขึ้น และการจัดให้มีศูนย์ประสานงานเพื่ออำนวยความสะดวก และแก้ปัญหาให้กับนักท่องเที่ยวจีนโดยเฉพาะ เช่น สามารถสื่อสารและให้ข้อมูลเป็นภาษาจีนได้ และ23.2% ระบุว่าโอกาสที่นักธุรกิจจากหอการค้าไทยจีนจะเดินทางไปติดต่อธุรกิจในจีน จะเดินทางไปติดต่อธุรกิจภายในเดือนมีนาคม และ 30.7 % จะเดินทางไปในไตรมาสที่สอง
การสำรวจยังสอบถามถึงปัจจัยเสี่ยงในการทำธุรกิจในปี 2566 พบว่าปัจจัยเสี่ยงที่มาจากในประเทศคือ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีผลต่อค่าครองชีพ หนี้สินของครัวเรือนและหนี้เสียของสถาบันการเงินมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และการขาดแคลนแรงงานและอัตราค่าจ้างแรงงานมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศคือ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และการชะลอตัวของการส่งออกเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย
นักธุรกิจหอการค้าไทยจีนมีความเห็นว่า ในปี 2566 รัฐบาลควรมีมาตรการทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อที่จะฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจไทย จากการสำรวจพบว่ามี 4 มาตรการ เรียงตามลำดับดังนี้ (1) มาตรการแก้ไขการขาดแคลนแรงงาน และการดึงคนไทยให้กลับเข้ามาสู่ตลาดแรงงาน (2) มาตรการสนับสนุนการสร้างธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี (3) มาตรการที่ควบคุมราคาสินค้าและบริการ เพื่อดูแลค่าครองชีพและรวมถึงการเพิ่มสวัสดิการที่ภาครัฐจัดให้ประชาชน และ (4) มาตรการใหม่ๆเพื่อส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอยากให้เพิ่มการดึงดูดเข้าลงทุนในอีอีซี ส่วนการส่งออกไทยจีนมองว่ายังขยายตัวได้ดี และคาดว่าไทยจะนำสินค้าจากจีนเพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน ส่วนค่าเงินบาทนั้น แม้จะผันผวนสูง แต่ค่าบาทเฉลี่ยน่าอยู่ที่ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
“ 4 ข้อเสนอช่วยฟื้นและกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ได้นำเสนอผ่านหน่วยงานรัฐ และรัฐบาลแล้ว รวมถึงอยากให้รัฐบาลใหม่ เห็นความสำคัญนี้ด้วย “ นายณรงค์ศักดิ์ กล่าว

