หน้าแรก เศรษฐกิจ SC ดุดันไม่เก...

SC ดุดันไม่เกรงใจใคร ประกาศ 5 ปี ลงทุน 1.25 แสนล้าน ชูไฮไลต์ ‘บ้านหรู 100 ล้าน’

2.03.23 | 23:24 น.
บ้านเดี่ยวอัลติเมทลักชัวรี่แบรนด์ใหม่ "95E1"

SC ดุดันไม่เกรงใจใคร ประกาศ 5 ปี ลงทุน 1.25 แสนล้าน ชูไฮไลต์ ‘บ้านหรู 100 ล้าน’

ปี 2565 บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ติด 1 ใน 10 บริษัทที่ทำผลประกอบการได้สูงสุด เป็นลำดับที่ 6 ของวงการบริษัทอสังหาริมทรัพย์ โดยตัวเลขยอดขายจบที่ 24,468 ล้านบาท รายได้ 21,583 ล้านบาท และกำไร 2,556 ล้านบาท

สำหรับปี 2566 ซีอีโอเอสซี “ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” ประกาศโรดแมปภายใน 5 ปี ตั้งแต่ 2566-2570 จะใช้เงินลงทุน 125,000 ล้านบาท และมีรายได้ 150,000 ล้านบาท

หลังมั่นใจภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2566 น่าจะไปได้ดี แม้จะฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นจากวิกฤตโควิดก็ตาม โดยมองว่าจะมีอัตราการเติบโตกว่า 3% ตามที่มีการคาดการณ์ไว้ โดยมีภาคการท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เพราะประเมินแล้วยังไม่มีเครื่องยนต์ตัวใหม่มาเป็นทัพเสริม

ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์

“เชื่อว่าใน 1-2 ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะไปได้ดี ปีนี้มีปัจจัยบวกหลากหลาย ทั้งการเปิดประเทศ ทำให้คนกลับมาใช้ชีวิตปกติ มีนักท่องเที่ยวกลับมากว่า 23 ล้านคน และปีหน้าน่าจะเห็นมากกว่า 40 ล้านคน ทำให้อัตราเข้าพักโรงแรมกลับมาดีขึ้น ขณะที่ราคาห้องพัก มีรีเซตราคาปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน”

Advertisement

อีกปัจจัยที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ การเลือกตั้งใหญ่จะเกิดในเดือนพฤษภาคมนี้ ที่ “ซีอีโอเอสซี” ประเมินเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเป็นที่สนใจทั้งภาคเอกชนและประชาชน และการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้คนเกิดความเชื่อมั่น เกิดความหวังใหม่ๆ แม้ยังเผชิญภาวะเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะถดถอย ดอกเบี้ยขาขึ้น และเงินเฟ้อยังคงเป็นอุปสรรคอยู่บ้างก็ตาม

จากปัจจัยบวกต่างๆ ทำให้ในปีนี้เอสซี ประกาศลงทุน 25,000 ล้านบาท โดย 80% เป็นโครงการแนวราบและแนวสูง มีแผนเปิดตัว 25 โครงการใหม่ มูลค่า 40,000 ล้านบาท แบ่งเป็น แนวราบ 22 โครงการ มูลค่า 30,000 ล้านบาท ราคาตั้งแต่ 2.5 ล้านบาท ถึงมากกว่า 150 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 3 โครงการ มูลค่า 10,000 ล้านบาท ราคาตั้งแต่ 2 ล้านบาท ถึง 400 ล้านบาท

ส่วนอีก 20% จะเป็นการลงทุนในธุรกิจสร้างรายได้ประจำ ที่ปีนี้เอสซีจะลุยทั้งธุรกิจเดิมออฟฟิศให้เช่าและธุรกิจใหม่โรงแรม และคลังสินค้าให้เช่า

โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดขาย 30,000 ล้านบาท เติบโต 23% เป็นยอดขายจากแนวราบ 65% คอนโดมิเนียม 35% ขณะนี้ที่รายได้ตั้งเป้าไว้ที่ 25,000 ล้านบาท เติบโต 16% มาจากโครงการเพื่อขายและธุรกิจสร้างรายได้ประจำในสัดส่วน 95 : 5 ตามลำดับ โดยปัจจุบันมีโครงการเพื่อขาย 76 โครงการ มูลค่า 90,000 ล้านบาท เป็นบ้านและคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่พร้อมโอน มูลค่า 12,000 ล้านบาท

สำหรับ โครงการไฮไลต์ ในปีนี้ “ซีอีโอเอสซี” ระบุ เป็นโครงการบ้านเดี่ยวอัลติเมทลักชัวรี่แบรนด์ใหม่ “95E1” (ไนน์ตี้ไฟว์อีสต์วัน) ที่ประเดิมตลาดครั้งแรกและปักหมุดทำเลแรกที่โยธินพัฒนา ด้วยราคาเริ่มต้นสูงสุดที่เคยเปิดขายมา เริ่มต้นที่ 100 ล้านบาท จำนวน 10 ยูนิต มูลค่าโครงการ 970 ล้านบาท จะเปิดขายในเร็วๆ นี้

บ้านเดี่ยวอัลติเมทลักชัวรี่แบรนด์ใหม่ “95E1”

“การที่เราขยับมารุกบ้านราคามากกว่า 100 ล้านบาท เพราะมองว่าแม้ตลาดจะไม่ใหญ่ แต่มูลค่าการขายสูง ลูกค้ายังมีความต้องการและแบรนด์เอสซีแข็งแกร่งในตลาดระดับบนราคา 10-50 ล้านบาทอยู่แล้ว ซึ่งวิธีการทำตลาดเราจะไม่พัฒนามาก พัฒนาแค่ปีละ 2-3 โครงการ”

นอกจากนี้ เอสซียังออกแบบบ้านซีรีส์ใหม่ รองรับไลฟสไตล์เฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็น “บ้านคนโสด” และ “บ้านเกมเมอร์” โดยร่วมออกแบบโดยเกมเมอร์ชื่อดัง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของเจ้าของบ้านในสายอาชีพยุคใหม่มาแรง พร้อมเปิดให้เข้าชมวันที่ 20 มีนาคมนี้ ที่ โครงการ Venue ID มอเตอร์เวย์-พระราม 9 ราคาเริ่มต้น 14.29 ล้านบาท

บ้านเกมเมอร์

ไม่เพียงเท่านั้น “เอสซี” ยังขยายกลุ่มลูกค้าครอบคลุมทุกกลุ่มราคา ในปีนี้จะมีสินค้าบ้านเปิดขายในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 2.5 ล้านบาท ไปจนถึงมากกว่า 150 ล้านบาท ด้วยการเปิดตัวบ้านซีรีส์ใหม่ของแต่ละ Sub-brand เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำบ้านเดี่ยว

พร้อมกับมั่นใจตลาดบ้านเดี่ยวราคาแพง หรือบ้านลักชัวรี่ ยังไปได้ในปีนี้ ท่ามกลางกระแสร้อนกลุ่มทุนจีนสีเทา โดยซีอีโอเอสซีย้ำว่า บริษัทยังคงเน้นลูกค้าคนไทยเป็นหลัก ส่วนลูกค้าต่างชาติมาซื้อบ้านในโครงการของเอสซี ทุกคนต้องซื้อโดยถูกกฎหมาย โดยมีต่างชาติหลายคนที่อยู่ในประเทศไทย สนใจและใช้บริษัทนิติบุคคลซื้อ ซึ่งบริษัทเน้นย้ำเสมอทุกอย่างต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ช่วงมีเหตุการณ์ทำให้ลูกค้าชะลอการตัดสินใจไปบ้าง แต่เป็นช่วงระยะสั้นๆ และเริ่มกลับมาแล้วในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

สำหรับการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม “ณัฐพงศ์” ฉายภาพว่า ปีนี้ตลาดคอนโดมิเนียมจะกลับมาคึกคักมากขึ้น หลังเปิดประเทศและต่างชาติเข้ามามากขึ้น จากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาชะลอตัวไป คาดว่าปีนี้มูลค่าตลาดจะกลับมาแตะ 200,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีก่อนมีโควิด เนื่องจากต่างชาติสามารถซื้อคอนโดมิเนียมได้อยู่แล้วในสัดส่วน 49% ของพื้นที่โครงการ ซึ่งเอสซีมีลูกค้าต่างชาติที่ซื้อคอนโดมิเนียมอยู่ประมาณ 20% หรือคิดเป็นรายได้ต่อปีประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท เชื่อว่าปีนี้น่าจะดีขึ้น

โดยโครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ปีนี้ มีที่ ทำเลรัชดา-พระราม 9 ใกล้สถานีรถไฟฟ้าศูนย์วัฒนธรรม จำนวน 1,000 ยูนิต มูลค่า 5,500 ล้านบาท ราคาเริ่ม 2 ล้านต้น, ทำเลเกษตร-ศรีปทุม เป็นคอนโดมิเนียม 0 เมตรจากรถไฟฟ้าสถานีบางบัว มูลค่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 โครงการเป็นแบรนด์ใหม่ และโครงการสโคปประสานมิตร มูลค่า 2,600 ล้านบาท เป็นห้องไซซ์ใหญ่ เริ่มต้น 35 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยตารางเมตรละ 250,000 บาทขึ้นไป

ซีอีโอเอสซียังลงรายละเอียดแผนลงทุนในธุรกิจสร้างรายได้ประจำ ประกอบด้วย ออฟฟิศให้เช่าพื้นที่ 120,000 ตารางเมตร ธุรกิจโรงแรมตั้งเป้าภายใน 3 ปี จะมี 1,000 ห้อง ประเดิมเปิดแห่งแรกเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา “โรงแรม YANH ราชวัตร” ระดับ 3-4 ดาว จำนวน 70 ห้อง มูลค่า 300-400 ล้านบาท ราคาห้องอยู่ที่ 2,000 บาทต่อคืน

ยังมีแผนพัฒนาโรงแรมแบรนด์ใหม่ โดยเชนระดับโลกที่ “ถนนสุขุมวิท 29” มูลค่าการลงทุน 2,500 ล้านบาทจะเปิดในปี 2568 และขยายธุรกิจโรงแรมไปยัง ทำเลพัทยา ซึ่งที่นี้อาจจะมีหลาบโรงแรมบนพื้นที่เดียวกัน มีแผนเปิดบริการในปี 2569 ใส่วนธุรกิจคลังสินค้าให้เช่า จะลงทุนเพิ่มจากในปีนี้มีพื้นที่อยู่ที่ 100,000-150,000 ตารางเมตร ให้ได้ 1 ล้านตารางเมตร ภายในปี 2573

โรงแรม YANH ราชวัตร

“ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จากวิกฤตต่างๆ ได้กลายเป็นโอกาสของเอสซีสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากขึ้น ซึ่งในปีนี้เรายังคงเดินหน้าลงทุนดุดัน ด้วยวงเงิน 25,000 ล้านบาท และเตรียมงบซื้อที่ดินไว้ 10,000 ล้านบาทสำหรับโครงการใหม่ ในทำเลกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างหวัดที่เราให้ความสนใจจะเข้าไปพัฒนาและเรายังได้ต้้งทีมงานออกแบบบ้านลดการใช้พลังงาน เพื่อไปสู่ตั้งเป้าลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 25% ในปี 2573 อีกด้วย” ณัฐพงศ์กล่าวทิ้งท้าย