เอกชนเชื่อเลือกตั้งไม่กระทบท่องเที่ยว หวังเห็นนโยบายชัด-ช่วยลดต้นทุนธุรกิจ
นายธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เปิดเผยว่า กรณีการเลือกตั้งที่ใกล้จะเกิดขึ้นนั้น ประเมินจากภาพในอดีตที่ผ่านมา มองว่าไม่น่าจะมีผลกระทบกับภาคการท่องเที่ยวไทย เพราะแม้มีรัฐบาลใหม่เข้ามา แต่นโยบายหลักที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวก็น่าจะเน้นในเรื่องการท่องเที่ยวต่อไป โดยการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนั้น ในฐานะคนทำธุรกิจก็คาดหวังอยากเห็นนโยบายที่มีความต่อเนื่องและชัดเจน รวมถึงต้นทุนในด้านต่างๆ ที่จะสามารถควบคุมได้อย่างไรบ้าง อาทิ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่หากสามารถช่วยลดภาระของผู้ประกอบการในภาคธุรกิจได้ ก็จะเป็นส่วนช่วยสนับสนุนธุรกิจได้มากขึ้น ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เฉพาะบริษัทเท่านั้น แต่มีเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนโยบายในการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยว ผ่านการกระตุ้นให้เกิดการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทย และการจัดประชุมสัมมนา เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในประเทศมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมาในช่วงเลือกตั้ง จะมีการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีกับธุรกิจอาหารของบริษัท ส่วนธุรกิจโรงแรมมองว่าไม่มีผลกระทบอะไรมากนัก
นายธีระยุทธ กล่าวว่า เรากำลังจะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) เข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น) โดยในช่วงที่ผ่านมาประเมินว่ารัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวในประเทศค่อนข้างดี โดยเฉพาะโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ในเฟส 1-4 ที่ผ่านมา และเฟส 5 ที่กำลังจะเริ่มดำเนินการ แต่เบื้องต้นประเมินว่าระยะเวลาในการดำเนินการค่อนข้างสั้นเกินไป รวมถึงช่วงเวลาในการทำโครงการที่เริ่มเข้าพักได้ในวันที่ 10 มีนาคมนี้ แต่ความจริงแล้วหากสามารถเริ่มดำเนินโครงการในช่วงโลว์ซีซั่น ประมาณเดือนกรกฎาคมนี้ น่าจะดีกว่า เพราะช่วงเดือนเมษายนนี้ ถือว่ายังเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยว และคนไทยเดินทางอยู่ แต่หลังจากเทศกาลสงกรานต์ไปแล้วเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซั่น คนไทยจะท่องเที่ยวน้อยลง รวมถึงต่างชาติด้วย ทำให้หากเริ่มโครงการในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมนี้ จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการเดินทางกระจายตัวทั้งปีได้ ไม่เป็นการกระจุกตัวแค่ในเดือนใดเดือนหนึ่งเท่านั้น
นายธีระยุทธ กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มการเติบโตของตลาดต่างชาติเที่ยวไทยนั้น มีการคาดการณ์ว่าในช่วง 5 ปีจากนี้ จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นถึง 80 ล้านคนนั้น เบื้องต้นประเทศไทยยังต้องเตรียมความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่อยากให้เน้นที่จำนวน แต่ให้เน้นที่นักท่องเที่ยวคุณภาพมากกว่า เพราะเมื่อมีจำนวนเข้ามามาก ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เป็นต้นทุนของการท่องเที่ยวก็จะได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้น โดยหากมองในปัจจุบันมีถือว่ายังมีปัจจัยหลายด้านที่ยังไม่พร้อม อาทิ ถนนหนทาง รวมถึงหากมีต่างชาติเข้ามามากขึ้น ก็ไม่ควรกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลัก 6-7 เมืองเท่านั้น แต่ควรกระจายตัวให้ทั่วถึงมากขึ้นตามเมืองรองต่างๆ ด้วย
“ปัจจัยท้าทายที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจในปี 2566 มี 3 เรื่อง ได้แก่ 1.โรคระบาดที่หวังว่าจะไม่เกิดการระบาดระลอกใหม่ขึ้นแล้ว 2.ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐบาลศาสตร์ ที่ยังมีควาไม่แน่นอน อาทิ สงครามรัสเซีย-ยูเครน และ 3.ภาวะเงินเฟ้อ และการทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยในช่วงไตรมาส 1/2566 ซึ่งเป็นไฮซีซั่นนั้น จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติในกลุ่มยุโรป และสหรัฐ เข้ามาติด 5 อันดับแรก แต่ในช่วงถัดจากนี้ก็อาจชะลอตัวลง แต่จะมีประเทศเอเชียเข้ามาทดแทน อาทิ เกาหลีใต้ อินเดีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ แต่เนื่องจากวันพำนักในไทยน้อย เทียบกับยุโรป สหรัฐ ที่เฉลี่ยจะพักประมาณ 10 วัน โดยเราหวังว่าอุปสรรคเหล่านี้จะใช้เวลาในการคลายตัวอย่างน้อย 1 ปีต่อจากนี้” นายธีระยุทธ กล่าว

