นายสมพร จิตเป็นธม เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผยว่า ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการสร้างวินัยการออมภาคประชาชน และยกระดับคุณภาพชีวิตเพื่อให้มีเงินไว้ใช้หลังเกษียณอายุ ซึ่งปัจจุบันพบว่ากลุ่มผู้สูงอายุกว่า 70% ใช้เงินดำรงชีพจากส่วนที่ลูกหลานมอบให้ ดังนั้น กอช.ในฐานะหน่วยงานภาครัฐ จึงพิจารณาให้เพิ่มจุดรับสมัครและรับเงินสะสมของสมาชิก โดยมีธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เข้าร่วมเป็นหน่วยรับสมัครและให้บริการสมาชิกเป็นธนาคารแห่งที่ 4 จากเดิมที่มีธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นผู้ให้บริการประชาชน ดังนั้นจากการร่วมมือในครั้งนี้คาดว่าจะมีจำนวนสาขาธนาคารให้บริการงาน กอช.รวมทั้งสิ้น 3,489 สาขาจาก 4 ธนาคารทั่วประเทศ และคาดว่าจะมีสมาชิกเพิ่มเป็น 1 ล้านคนภายในปี 2560 จากปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 5.2 แสนราย
“ปัจจุบัน กอช.มีสมาชิกรวม 5.2 แสนราย ซึ่งกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ในขณะที่แรงงานนอกระบบที่มีสิทธิเป็นสมาชิก กอช. มีจำนวนกว่า 25 ล้านคนทั่วประเทศ ดังนั้นหลังจากนี้ทาง กอช.จะมีการหารือเพื่อสร้างแรงจูงใจให้แรงงานนอกระบบเหล่านั้นเข้ามาออมกับกอช.มากขึ้น โดยเพิ่มมาตรการจูงใจและสิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยเบื้องต้นอาจจะเพิ่มอัตราสมทบจากภาครัฐในทุกช่วงเพดานอายุเป็น 1,500 บาทเท่ากัน จากปัจจุบันภาครัฐจะสมทบในเพดานอายุสูงสุด 1,200 บาท เนื่องจากสมาชิกมีอัตราการออมต่ำกว่าที่ตั้งเป้าไว้ ทั้งนี้คาดว่าจะได้ผลสรุปทั้งหมดภายในไตรมาส 1/2560” นายสมพรกล่าว
นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธอส. เปิดเผยว่า พร้อมให้สาขาทั่วประเทศของธอส.ที่มีอยู่ประมาณ 200 สาขา เป็นช่องทางการรับสมัครและส่งเงินสะสมให้กับ กอช. ซึ่งคาดว่าการร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น ทั้งนี้สมาชิก กอช.ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรและประกอบอาชีพอิสระยังสามารถเข้าร่วม “โครงการ ธอส. โรงเรียนการเงิน” เพื่อเตรียมความพร้อมการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ เนื่องจากที่ผ่านมาผู้มีรายได้ปานกลางและผู้มีรายได้น้อยส่วนใหญ่มีความสามารถที่จะกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัย แต่ยังขาดความรู้เกี่ยวกับรายละเอียดการกู้

