‘พณ.’ ยันส่งออกไทยติดลบและขาดดุลการค้า ม.ค.66 น้อยกว่าประเทศอื่น
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลวิเคราะห์การส่งออกไทยติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 โดยเดือนมกราคม 2566 ติดลบ 4.5% นั้น การส่งออกไทยหดตัว 4 เดือนต่อเนื่อง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ภาคการผลิตและการคำสั่งซื้อใหม่ของสินค้าส่งออกยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตโลกเดือนมกราคม 2566 อยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 โดยเฉพาะคำสั่งซื้อสินค้าใหม่ของต่างประเทศมีแนวโน้มลดลงในหลายอุตสาหกรรม สอดคล้องกับข้อมูลการส่งออกของไทยที่หดตัว อาทิ เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ผู้บริโภคลดการบริโภคสินค้าคงทนและสินค้าฟุ่มเฟือยลง ส่งผลให้การส่งออกบางสินค้าหดตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า เมื่อเทียบการส่งออกกับประเทศอื่นในภูมิภาคถือว่าไทยยังมี performance ที่ดี และ เดือนมกราคมปีนี้ ยังติดลบน้อยกว่าประเทศอื่นอีกหลายประเทศ เช่น ฮ่องกงหดตัว 10 เดือนต่อเนื่องมกราคม หดตัว 36.9% เวียดนามหดตัว 3 เดือนต่อเนื่อง มกราคมหดตัว 25.9% ไต้หวันหดตัว 5 เดือนต่อเนื่อง มกราคม หดตัว 21.2% เกาหลีใต้หดตัว 4 เดือนต่อเนื่อง มกราคม หดตัว 16.6% ญี่ปุ่นหดตัว 10 เดือนต่อเนื่อง มกราคม หดตัว 8.9% สิงคโปร์หดตัว 3 เดือนต่อเนื่อง มกราคมหดตัว 7.9% และอินเดียหดตัว 2 เดือนต่อเนื่อง มกราคม หดตัว 6.6% เป็นต้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเหล่านี้จะยังเป็นแรงกดดันสำคัญที่กระทบต่อการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรก แต่การส่งออกจะทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดยมองว่าเศรษฐกิจของตลาดเป้าหมายการส่งออกยังคงเติบโตได้ดี การเปิดประเทศของจีนคู่ค้าสำคัญที่จะฟื้นภาคการผลิตของโลก และสถานการณ์เงินเฟ้อที่จะค่อยๆ ผ่อนคลายลงของสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของปีนี้
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า สำหรับสาเหตุสำคัญของการขาดดุลการค้าเดือนมกราคม 2566 ขาดดุลสูงสุดรอบ 10 ปี มาจากการนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาพลังงานโลกที่สูง หลังจากที่จีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ของโลกกลับมาเปิดประเทศ พร้อมทั้งยกเลิกนโยบายซีโร่โควิด ช่วยหนุนความต้องการใช้น้ำมันทั้งในภาคการขนส่งและการผลิต และยังช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก ขณะเดียวกันอุปสงค์ภายในประเทศของไทยขยายตัวต่อเนื่อง รองรับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่จะเพิ่มขึ้นจำนวนมากหลังเปิดประเทศ โดยการนำเข้าเดือนมกราคมขยายตัวในหมวดสินค้าสำคัญ ได้แก่ สินค้าเชื้อเพลิง ที่มีสัดส่วน 21.1% ขยายตัว 84.4% สินค้าอุปโภคบริโภค มีสัดส่วน 12.6% ขยายตัว 0.4% และยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่งมีสัดส่วน 4.9% ขยายตัว 28.4% เป็นต้น
ทั้งนี้ จากสถิติตั้งแต่ปี 2544 พบว่า ราคาน้ำมันดิบ มีผลต่อมูลค่าการนำเข้าและดุลการค้าอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น จะส่งผลต่อไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าสินค้าพลังงาน ในสัดส่วนที่สูงกว่า 20% ของการนำเข้ารวม จึงทำให้ขาดดุลการค้า ซึ่งความผันผวนของราคาพลังงานในอดีตที่ผ่านมาเกิดจากปัญหาความขัดแย้งที่กระทบต่อประเทศผู้ผลิตน้ำมัน เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันมากๆ ต่างก็ขาดดุลการค้าสูงในเดือนมกราคม เช่นกัน อาทิ ญี่ปุ่น ขาดดุล 26,804.7 ล้านเหรียญสหรัฐ เกาหลีใต้ ขาดดุล 12,651.2 ล้านเหรียญสหรัฐ อินเดีย 17,742.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นต้น

