นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร โฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยถึงกรณีการนำข้ารถยนต์เอ็นจีวีล็อตแรก ของบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัดว่า รถยนต์ที่นำเข้ามา 2 ล็อต โดยล็อตแรก 1 คันเข้ามาโดยตู้คอนเทนเนอร์มาถึงไทยวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ล็อต 2 จำนวน 99 คัน มาโดยเรือบรรทุกทุกสินค้า ถึงไทยเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ซึ่งเท่าที่กรมศุลกากรตรวจสอบพบว่าประเทศต้นทางของรถยนต์ทั้ง 100 คันนั้นมาจากประเทศจีน แต่บริษัทนำเข้าแจ้งว่ามาจากประเทศมาเลเซีย เพราะถ้านำเข้ามาจากมาเลเซียได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า 40% ตามกรอบอาเซียน แต่ถ้านำเข้าจากจีนต้องเสียภาษีดังกล่าวคิดเป็นมูลค่าภาษีคันละ 1.2 ล้านบาท โดยรถยนต์ล็อตดังกล่าวมีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) 7% เรียบร้อยแล้ว
นายชัยยุทธ กล่าวว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการตรวจสอบการนำเข้ารถยนต์เอ็นจีวีดังกล่าว ว่าเป็นการนำเข้าจากไหน ถ้าหากอ้างนำเข้าสิ้นส่วนจากจีน และนำไปผลิตจากมาเลเซีย ต้องมีสัดส่วนของชิ้นส่วนของมาเลเซียไม่น้อยกว่า 40% แต่จากการดูเส้นทางสินค้าที่ออกมาจากจีน ถึงมาเลเซีย ออกจากมาเลเซียถึงไทยนั้น แต่ละล็อตใช้เวลาห่างกันไม่นาน เช่น ล็อตแรกที่นำเข้าโดยตู้สินค้านั้น ออกมาจีน 28 ตุลาคม ถึงมาเลเซียน 9 พฤศจิกายน ออมาจากมาเลเซีย 23 พฤศจิกายน และมาถึงท่าเรือแหลมฉบัง 30 พฤศจิกายน ซึ่งตู้คอนเทนเนอร์เป็นตู้เดียวกันเดียว และมีรหัสตู้เดียวกับที่ออมาจากจีนจนถึงไทย ส่วนล็อตที่ 2 ออกมาจากจีน 13 พฤศจิกายน ถึงมาเลเซียน 19 พฤศจิกายน ออกจากมาเลเซียน 26 พฤศจิกายน ถึงไทย 1 ธันวาคม
“กรมอยู่ระหว่างประสานไปยังทางการมาเลเซียเพื่อตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม อาจต้องจำเป็นบินไปตรวจสอบยังโรงงานที่บริษัทแจ้งว่าผลิตในมาเลเซีย รวมถึงอาจต้องตรวจสอบที่ประเทศจีนด้วย โดยในการตรวจสอบดังกล่าวจะพยายามให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน แต่ต้องขึ้นอยู่กับของเจ้าหน้าที่ 2 ประเทศด้วย สิ่งที่กรมสงสัยคือแหล่งกำเนิดสินค้า ส่วนราคาสำแดงไม่ใช่ประเด็น”นายชัยยุทธ กล่าว
นายชัยยุทธ กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยกับเอกชนเรื่องนี้ เพราะสินค้าเพิ่งนำเข้ามา เอกชนไปออกข่าวก่อน ซึ่งเท่าที่ตรวจสอบ ยี่ห้อของรถยนต์ที่นำเข้ามา 100 คันล่าสุด ใช้ชื่อยี่ห้อ Sunlong ยี่ห้อนี้เคยมีนำเข้ามาในไทยและวิ่งในท้องถนนแล้ว ซึ่งเป็นรถยนต์แจ้งว่านำเข้าจากประเทศจีน กรมจึงตั้งข้อสงสัยว่าบริษัทนำเข้าล่าสุดสำแดงเท็จ มีความผิดฉ้อฉล หลีกเลี่ยงภาษีอากร มีโทษตามกฎหมายคือปรับ 4 เท่าของราคาสินค้าบวกอากร แต่ถ้าเจรจาและยอมความกันต้องเสียค่าปรับ 2 เท่าของภาษีอากร คิดเป็นมูลค่าประมาณ 300-400 ล้านบาท หากทางเอกชนต้องการนำรถยนต์ออกไปก่อนและวางแบงก์การันตี สามารถวางเงินเท่ากับมูลค่าสินค้า อากร บวกค่าปรับได้

