หน้าแรก เศรษฐกิจ ผ่าแผนอุตสาหก...

ผ่าแผนอุตสาหกรรม สกัดฝุ่นพิษ-สู้แล้ง

7.03.23 | 06:00 น.

ผ่าแผนอุตสาหกรรม สกัดฝุ่นพิษ-สู้แล้ง

สถานการณ์ฝุ่นพิษ หรือ PM2.5 ที่เริ่มรุนแรงตั้งแต่ต้นปีช่วงฤดูหนาว จนปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว ยิ่งพบว่าปริมาณฝุ่นพิษยิ่งรุนแรง นั่นเท่ากับว่าคนไทยกำลังเผชิญทั้งฝุ่นทั้งแล้ง จึงมีคำถามว่า หน่วยงานภาครัฐตื่นตัวกับเรื่องนี้มากพอหรือไม่

ตรวจสอบการทำงานของภาครัฐในส่วนของกระทรวงเศรษฐกิจ หนึ่งในนั้น กระทรวงอุตสาหกรรม พบว่ามีความตื่นตัว เพราะทราบดีว่าปัญหาฝุ่นส่วนหนึ่งมาจากโรงงานอุตสาหกรรม ยิ่งในช่วงหน้าร้อน หรือภาวะแล้ง ยังมีปัญหาขาดแคลนน้ำ ซึ่งน้ำอยู่ในทุกกระบวนการผลิต ทุกประเภท ตั้งแต่ใช้เป็นวัตถุดิบ ผสมในผลิตภัณฑ์ หรือระบบสนับสนุนการผลิต เป็นตัวกลางถ่ายเทความร้อน ทั้งการลดอุณหภูมิในรูปของน้ำหล่อเย็นและการเพิ่มอุณหภูมิในรูปของไอน้ำ ตลอดจนการใช้น้ำทำความสะอาดทั่วไป รวมทั้งยังต้องเฝ้าระวังปัญหาอัคคีภัยในช่วงหน้าแล้งด้วย

ฤดูร้อนปีนี้มีการคาดการณ์อุณหภูมิสูงถึง 45 องศาเซลเซียส ช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนเมษายน ซึ่งรัฐบาลวางแผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศไว้ 43,740 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น สนับสนุนการใช้น้ำในฤดูแล้ง 27,685 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 63% และสำรองไว้ใช้ช่วงต้นฤดูฝน 16,055 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 37%

เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำของภาคอุตสาหกรรมกว่า 70,000 โรงงานทั่วประเทศที่มีผลต่อเศรษฐกิจไทย ล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรมสั่งสแกนยิบ สกัดปัญหาก่อนกระทบประชาชน ชุมชนรอบโรงงาน และสิ่งแวดล้อมของประเทศ

Advertisement

“จุลพงษ์ ทวีศรี” อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ถึงแผนอุตสาหกรรมในการแก้วิกฤตฝุ่นพิษ ตลอดจนแนวทางรับมือภัยแล้ง สกัดปัญหาไฟไหม้โรงงานที่หลายครั้งกระทบถึงชีวิตแรงงาน ประชาชน

เริ่มจากแผนจัดการฝุ่นพิษ… ขณะนี้ กรอ.เดินหน้ามาตรการป้องกันและกำกับการตรวจ PM2.5 จากการประกอบกิจการอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ 3 มาตรการ ดังนี้ 1.มาตรการเร่งด่วน เข้มงวด กรณีตรวจพบโรงงานปล่อยเกินมาตรฐาน ให้ออกคำสั่งหยุด ปรับปรุงแก้ไข และส่งดำเนินคดีทันที 2.มาตรการระยะกลาง พัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยมลพิษทางอากาศระยะไกล (Pollution Online Monitoring System : POMS) 3.มาตรการระยะยาว ทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรมให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล

ล่าสุด จากการตรวจเชิงรุกด้านฝุ่นละอองในโรงงานที่มีกระบวนการเผาไหม้ โรงงานที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง โรงงานที่มีการใช้หม้อน้ำ โรงงานหลอมเหล็กหรือโลหะ โรงงานผลิตคอนกรีตผสมเสร็จ และโรงงานผลิตแอสฟัลติก ที่มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กในกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 896 โรงงาน
ผลจากการตรวจวัดคุณภาพอากาศรอบพื้นที่เขตประกอบการและชุมชนอุตสาหกรรม พบว่า ค่า PM2.5 เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คือ ค่าเฉลี่ยในเวลา 24 ชั่วโมง จะต้องไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) และในปีนี้พบว่าโรงงานมีความตื่นตัวเรื่องฝุ่นละอองขนาดเล็กมากยิ่งขึ้น ด้วยการกำกับการประกอบกิจการของตนเองให้ดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา

ปัจจุบัน กรอ.มีมาตรการควบคุมฝุ่นละอองที่ระบายจากการประกอบกิจการโรงงาน โดยออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม กำหนดให้โรงงานที่เป็นกลุ่มเสี่ยงได้แก่ โรงงานที่มีกระบวนการที่มีการเผาไหม้ เช่น เตาเผา หม้อน้ำ เตาอบ และเตาหลอม ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจสอบคุณภาพอากาศจากปล่องแบบอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง (CEMS) ซึ่งข้อมูลจากการตรวจวัดนี้จะถูกส่งมาแสดงผลผ่านระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยมลพิษระยะไกล (Pollution Online Monitoring System : POMS) บนเว็บไซต์ของ กรอ. และบนมือถือผ่านแอพพลิเคชั่น POMS เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามผลการควบคุมการระบายมลพิษอากาศของโรงงานได้ตลอดเวลา

อีกทั้งนำรถตรวจวัดคุณภาพอากาศเคลื่อนที่ตรวจเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในบรรยากาศ โดยเลือกจุดที่มีอุตสาหกรรมหนาแน่น เช่น นิคมอุตสาหกรรม สวนอุตสาหกรรม เขตประกอบการ เป็นต้น และขอความร่วมมือผู้ประกอบการโรงงาน ให้ตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องจักร ตรวจสอบระบบบำบัดมลพิษอากาศให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี วางแผนกำลังการผลิต และควบคุมการระบายมลพิษอากาศจากการประกอบกิจการอย่างเข้มงวดเพื่อลดปัญหา PM2.5 ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2565-กุมภาพันธ์ 2566 เพราะเป็นช่วงที่อากาศอาจไม่ไหลเวียนตามปกติ ทำให้ค่า PM2.5 พุ่งสูง

นอกจากนี้ กรอ.ยังจัดทำสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อแนะนำการปรับแต่งการเผาไหม้ของหม้อน้ำ รวมถึงข้อแนะนำในการลดฝุ่นละอองจากการใช้หม้อน้ำ เพื่อผู้ประกอบการสามารถดูแลเครื่องจักรได้ด้วยตัวเองในเบื้องต้น
อีกทั้ง กรอ.ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษอากาศของโรงไฟฟ้าให้เข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับการกำกับดูแลการปล่อยฝุ่นละอองให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี สภาพสังคม และมาตรฐาน PM2.5 ปรับปรุงใหม่ที่กำหนดใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2566 ค่าเฉลี่ยในเวลา 24 ชั่วโมง จะต้องไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม. ที่สำคัญที่สุด เพื่อคุ้มครองคุณภาพชีวิตของประชาชน

“อธิบดี กรอ.” ให้ข้อมูลเพิ่มถึงแผนจัดการปัญหาภัยแล้งว่า สิ่งที่ให้ความสำคัญคือน้ำอุตสาหกรรมอาจขาดแคลน รวมถึงปริมาณน้ำในแม่น้ำลำคลองสายต่างๆ อาจมีปริมาณน้อยกว่าปกติ การระบายน้ำทิ้งของโรงงานลงสู่แม่น้ำลำคลองสายต่างๆ อาจก่อปัญหาน้ำเน่าเสียได้ จึงมีมาตรการกำกับดูแลโรงงานให้ระบายน้ำทิ้งเป็นไปตามมาตรฐานน้ำทิ้งของอุตสาหกรรมอย่างเคร่งครัด และให้คำแนะนำโรงงานในการตรวจสอบ
กรอ.ออกประกาศแจ้งเตือนโรงงานให้เตรียมรับมือสถานการณ์ดังกล่าว โดยขอความร่วมมือลดการใช้น้ำและลดการระบายน้ำทิ้งออกนอกโรงงาน โดยเฉพาะช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน 2566 และให้นำแนวทางการบริหารจัดการการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพด้วยหลัก 1A 3R ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เพิ่มภาระการทำงาน ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคภัยสุขภาพ อีกทั้งลดการใช้ทรัพยากรน้ำและพลังงานการผลิต

ประกอบด้วย 1.Avoid-หลีกเลี่ยง คือการงดใช้น้ำที่ไม่จำเป็น ลดใช้น้ำครั้งเดียวแล้วทิ้ง 2.Reduce-ลดการใช้ ควรพยายามใช้น้ำให้น้อยลงตามความจำเป็น 3.Reuse-นำมาใช้ซ้ำ การนำน้ำทิ้งจากกระบวนการหนึ่งไปใช้ในกระบวนการผลิตอื่นที่ต้องการน้ำที่มีความสะอาดน้อยกว่า และ 4. Recycle-หมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่
กรอ.เน้นย้ำเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ พร้อมดำเนินการตามแผนปฏิบัติการตรวจโรงงานเป็นระยะ เพื่อป้องกันปัญหาขาดแคลนน้ำที่คาดว่าจะเกิดขึ้น รวมทั้งเพื่อลดความเสียหายต่อภาคอุตสาหกรรมและชุมชนจากภัยแล้งให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ “จุลพงษ์” เป็นห่วงว่า ช่วงหน้าแล้งนี้อาจเกิดเหตุอัคคีภัยและอุบัติภัยได้ง่าย กรอ.จึงมีมาตรการให้ผู้ประกอบการระมัดระวังการประกอบกิจการ พร้อมทั้งปฏิบัติตามกฎหมายโดยครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในช่วงหน้าแล้ง เพื่อป้องกันเหตุอัคคีภัยและอุบัติเหตุในโรงงานซึ่งอาจเกิดจากสภาพแห้งแล้ง หรือการเร่งการผลิต จนส่งผลให้เครื่องจักรทำงานหนักมากเกินไป

จึงจัดทำข้อปฏิบัติในการป้องกันอัคคีภัยในช่วงหน้าแล้ง ดังนี้ 1.มีหนังสือแจ้งเตือนผู้ประกอบการที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย อาทิ โรงงานแป้ง โรงงานเฟอร์นิเจอร์ไม้ โรงงานผลิตภัณฑ์กระดาษ โรงงานประกอบกิจการสี ทินเนอร์ โรงงานทำพลุและดอกไม้เพลิง โรงงานผลิตภัณฑ์ยาง โรงงานผลิตภัณฑ์พลาสติก โรงงานสิ่งทอ โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า โรงงานห้องเย็น และโรงงานผลิตน้ำแข็ง

2.รณรงค์สร้างความตระหนักกับโรงงานอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันอัคคีภัยและอุบัติเหตุจากการประกอบกิจการ อาทิ การตรวจสอบ บำรุงรักษา หรือสับเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องจักร ตามระยะเวลากำหนด การให้ความรู้ด้านมาตรการป้องกันอัคคีภัยและอุบัติเหตุแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ

3.ตรวจกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยเฉพาะโรงงานที่มีความเสี่ยงให้ปฏิบัติตามกฎหมายโรงงานและที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย พร้อมให้คำปรึกษา แนะนำเพื่อให้มีการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพสามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม

เป็นแผนเชิงรุกของ กรอ.เพื่อป้องกันปัญหาทั้ง PM2.5-แล้ง-อัคคีภัย